วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

22 ปี ปิดคดีสังหารโหด 6 พระธรรมทูตมะกัน


เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๔ หรือ ค.ศ. ๑๙๙๑ ได้เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ทำให้พี่น้องชาวพุทธและชาวไทยตกตะลึง เศร้าโศกเสียใจอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนซึ่งเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้น เมื่อพระธรรมทูต ๖ รูป สามเณร ๑ รูป เด็กวัด ๑ คนแม่ชี ๑ คน วัดพรหมคุณาราม รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา ถูกฆาตกรรมด้วยการสังหารโหดพระ

จำเลยคดีฆาตกรรมพระสงฆ์และฆราวาส ไทย ๙ ศพ คือ นายโจนาธาน ดูดี้ หรือ นายวีระพล คำแก้ว ซึ่งถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก ๒๘๑ ปี กำลังจะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์และจะได้รับอิสรภาพ หลังจากถูกจองจำมานานตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ทั้งนี้ทนายความของโจนาธานได้อุทธรณ์ ๑๗ ปีต่อมา ศาลอุทธรณ์ที่ ๙ กลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าเขาไม่มีความผิด เพราะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวไปสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์คดีหนึ่งของรัฐอริโซน่าและของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นคดีที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก มีความลึกลับซ้อน และเป็นคดีที่ศาลอุทธรณ์พิจารณากลับคำพิพากษาเพียงร้อยละ ๒ ของคดีในชั้นอุทธรณ์ทั่วสหรัฐ สำหรับชาวไทยคดีนี้เกี่ยวข้องกับคนไทยและประเทศไทยโดยตรง จึงเป็นคดีที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อ ๒๒ ปีก่อน

ในการต่อสู้เพื่อพลิกคดีนี้ นพ.ดร.มโน เลาหวณิช ที่ปรึกษาพิเศษในเลขาธิการใหญ่องค์การสมัชชาศาสนาเพื่อสันติแห่งโลก (ดับเบิลยูซีพีอาร์) หรือ อดีต พระ ดร.มโน เมตตานันโท โดยได้ทำคดีนี้มาตั้งแต่ขณะยังบวชเป็น ประธานสงฆ์ วัดพระธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย และกำลังทำปริญญาโททางด้านจริยศาสตร์การแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้ติดตามคดีสะเทือนขวัญนี้มาอย่างต่อเนื่อง

เช้าวันจันทร์ที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๐.๓๐ น.ที่ ศาลสูงแห่งมาริโคปา เคาน์ตี นครฟีนิกซ์ มลรัฐอาริโซนา สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการแถลงปิดคดี โจนาธาน ดูดี้ ในคดีที่รัฐอาริโซนาฟ้องนายโจนาธาน ดูดี้ว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสังหารโหดพระไทย วัดพรหมคุณาราม โดยตลอดการพิจารณาคดีศาลไม่อนุญาตให้มีการถายภาพหรือบันทึกเสียงใด ๆ เลยนอกจากได้รับอนุญาตจากศาลเท่านั้น ทั้งนี้ นพ.ดร.มโน ได้เดินทางไปฟังการแถลงปิดคดีนี้ด้วย

นพ.ดร.มโน เล่าให้ฟังว่า ผู้พิพากษา โจเซฟ เกรมเมอร์เปิดการปิดคดีโดยการอ่านแถลงคำแนะนำให้แก่องค์คณะลูกขุนโดยผู้พิพากษาอ่านคำเตือน แนวทางปฏิบัติและข้อควรคำนึงต่าง ๆ ในฐานะลูกขุน การแถลงปิดสำนวนครั้งนี้เป็นการต่อสู้กันในเชิงของวาทะและเหตุผล ระหว่างอัยการผู้เป็นตัวแทนของรัฐ กับทนายฝ่ายจำเลย ซึ่งผู้พิพากษาได้กล่าวในตอนสุดท้ายของการแถลงว่าทั้งอัยการและฝ่ายจำเลยได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีมาก เดิมพันของฝ่ายรัฐนั้นค่อนข้างสูงเพราะหากนายโจนาธาน ดูดี้หลุดจากคดีนี้ ก็สามารถที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อศาลได้เป็นจำนวนมากได้ และเนื่องจากตำแหน่งอัยการของรัฐนั้นเป็นตำแหน่งที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมา การพ่ายแพ้ก็หมายถึงอนาคตทางการเมืองของอัยการผู้นั้น

สิ่งที่แตกต่างอย่างมากจากการพิจารณาคดีเมื่อ ๒๒ ปี ที่แล้วคือ ตลอดการพิจารณาคดีครั้งนี้ อัยการไม่เคยกล่าวหาว่านายโจนาธาน ดูดี้ เป็นผู้สังหารพระไทยเหมือนครั้งที่แล้ว แต่ประเด็นที่เขานำเสนอคือการปัญหาที่ว่านายโจนาธาน อยู่ในที่เกิดเหตุร่วมกับ นายอเล็กซ์ การ์เซีย หรือไม่ โดยเหตุผลที่ยกอ้างต่าง ๆ ไม่มีคำให้การของนายโจนาธานอยู่ด้วยเลยแม้แต่น้อย หลักฐานที่อัยการยกอ้างคือคำให้การของนายอเล็กซ์ การ์เซียที่ยืนยันว่านายโจนาธาน อยู่ด้วยตลอด โดยที่ตัวเขาเองเป็นผู้ลั่นไก ตัดสายโทรศัพท์ และเข้ารื้อค้นทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ในวัด ในขณะที่พระเณรและเหยื่อทุกคนที่ถูกฆ่าไม่มีการต่อสู้แม้แต่น้อยเพราะเป็นคณะบุคคลทีฝักใฝ่ในสันติอย่างมาก

ในช่วงบ่ายทนายฝ่ายจำเลย คือ นางมาเรีย เชฟเฟอร์ กล่าวแถลงปิดคดี ทนายมาเรียเรียกการ์เซียว่า “มารร้าย” (The Devil) ซึ่งเจ้าพนักงานของรัฐได้ทำสัญญาต่อรองกับเขาไว้ก่อนว่าจะพ้นจากโทษานุโทษทั้งปวง จากทุกคดีที่เขาเคยกระทำมาหากให้การปรักปรำโจนาธาน ดูดี้ ในคดีสยองขวัญที่ขณะนั้นเป็นที่โจทก์ขานกันทั้งเมือง เพราะเป็นคดีที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของรัฐอาริโซน่า และเป็นความผิดพลาดของเจ้าพนักงานสอบสวนที่ทำสัญญานี้ เธอได้ฉายเอกสารที่เจ้าพนักงานสอบสวนทำกับนายการ์เซีย ระหว่างการสอบสวน จนให้รัฐต้องปกป้องความผิดพลาดของตนเอง

ทนายมาเรียยกตัวอย่างมากมายให้องค์คณะลูกขุนฟังถึง การใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยของการ์เซียซึ่งไม่มีงานทำในขณะที่โจนาธานมีงานทำ และเชื่อมโยงนายการ์เซียเข้ากับการสังหารโหดพระไทย ตามที่มีหลักฐานคือรอยเท้าจากรองเท้าบูทของเขา และถุงมือที่ปรากฏอยู่ท้ายรถของนายโรแลนโด คาราตาเชีย แม้ว่าทางเจ้าพนักงานสืบสวนและนิติเวชศาสตร์ได้ทำการเก็บหลักฐาน พร้อมรูปถ่ายนับหมื่นภาพจากวัดพรหมคุณาราม มาเรียนได้ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานทางนิติเวช ใดๆ ที่ยืนยันได้ว่าโจนาธาน ดูดี้อยู่ในที่เกิดเหตุคืนนั้น สิ่งเดียวที่ยังคงยึดโยงโจนาธาน ดูดี้เข้ากับคดีนี้คือคำให้การของนายอเล็กซ์ การ์เซียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ถ้อยแถลงของทนายมาเรียยาวประมาณหนึ่งชั่วโมง และต่อด้วยการแถลงโต้ของอัยการซึ่งปฏิเสธเหตุผลของมาเรีย และยืนยันว่า โจนาธาน ดูดี้อยู่ในที่เกิดเหตุอย่างแน่นอน เพราะทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกันมาก และได้นำภาพถ่ายเครื่องแบบชุดนักเรียนรักษาดินแดนที่ทั้งคู่ วางไว้ติดกันบนหิ้งในห้องพักของนายอเล็กซ์ การ์เซียเป็นหลักฐาน และไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่นาย อเล็กซ์ การ์เซียจะต้องให้การปรักปรำนายโจนาธาน ดูดี้อีกเพราะเขาไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น

ทนายมาเรียสรุปในที่สุดว่า นายอเล็กซ์ การ์เซียเป็นคนเลวที่ฉลาด และหลักแหลมพอที่จะหลอกใช้คนให้เชื่อเป็นต้นว่าได้หลอกใช้นายเดวิดน้องชายของโจนาธาน ให้เขียนแผนที่ของวัดให้เขา และยังได้หลอกเจ้าพนักงานสอบสวนให้ทำสัญญาไม่เอาโทษกับเขาเพื่อแลกกับการปรักปรำนายโจนาธาน ดูดี้ และตลอดการดำเนินคดีตลอดมาเจ้าพนักงานไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์แม้แต่เพียงชิ้นเดียวที่ยืนยันได้ว่า โจนาธาน ดูดี้อยู่ในที่เกิดเหตุหรือมีส่วนร่วมกับการสังหารพระไทยเมื่อยี่สิบสองปีที่ผ่านมา

นพ.ดร.มโน ยังเล่าด้วยว่า เมื่อออกจากหัองพิจารณาคดี ได้เข้าไปคุยกับมาเรีย ซึ่งเธอบอกว่าโจนาธานไม่ค่อยพอใจการแถลงปิดคดีของเธอเท่าใดนัก แต่เธอคิดว่าสิ่งที่เธอกล่าวไปนั้นเหมาะสมที่สุดแล้ว และเชื่อมั่นว่าลูกขุนจะไม่เชื่อเหตุผลของอัยการ และเมื่อถามต่อไปว่า "หากไม่ชนะคดีตามที่คาดไว้จะทำอย่างไร?" เธอตอบว่า จะสู้ต่อให้หนักยิ่งกว่านี้ และเธอเองได้ติดต่อประสานงานกับทีมงานของอลัน เดอร์โชวิชซ์อย่างใกล้ชิดมาดตลอด

นอกจากนี้แล้วเป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจากการแถลงปิดคดีแล้ว สื่อต่าง ๆ ในรัฐอาริโซน่าซึ่งเคยประโคมข่าวทางลบต่อโจนาธาน ดูดี้ว่าเป็นฆาตกรโหด มาตลอดเริ่มให้ข่าวในทางที่เป็นบวกว่า ไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมใด ๆ สามารถยืนยันได้ว่าโจนาธาน อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยเลย

อย่างไรก็ตามการตัดสินชี้ถูกผิดนั้นต้องเป็นความเห็นเอกฉันท์ของลูกขุนทั้งองค์คณะ หลังจากที่พิจารณาไปได้สองสัปดาห์ ลูกขุนสองคนก็ขอถอนตัว ผู้พิพากษาจำต้องเรียกตัวลูกขุนที่ถูกจับฉลากออกทั้งสองคนเข้าทำหน้าที่แทน และยังอบรมลูกขุนทั้งองค์คณะว่าให้แต่ละคนใช้วิจารณญาณของตนเองเท่านั้น และห้ามมิให้ลูกขุนคนใดพยายามจูงใจผู้อื่นให้เชื่อแบบเดียวกันกับตน องค์คณะลูกขุนทั้งหมดมีเวลาถึงวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ หากไม่อาจมีมติเป็นเอกฉันท์ได้ ก็ถือว่าเป็นไม่เป็นผล ศาลจำเป็นต้องเริ่มกระบวนการคัดเลือกองค์คณะลูกขุนเพื่อพิจารณาคดีครั้งนี้ใหม่เป็นอีก

พระเมตตา"ฆาตกร!"

นพ.ดร.มโน บอกว่า ทำคดีนี้เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๓ ครั้งยังเป็นประธานสงฆ์ วัดพุทธเมย์วู้ด เมือเมย์วู้ด แคลิฟอร์เนียร์ ครั้งนั้นถูกต้องข้อครหาว่า ไปยุ่งในเรื่องที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ บางคนกล่าวหาไปช่วยฆาตรกร แต่ด้วยเหตุที่ติดตามคดีนี้มาตั้งต่นเห็นความผิดปกติในหลายๆ มิติ มีคำถามที่ตอบไม่ได้หลายข้อ ในการตัดสินใจของอัยการ เมื่อคดีนี้เกิดขึ้นใหม่ๆ และมีข่าวลือแพร่สะพัดไปว่า เป็นมูลเหตุมาจากการค้ายาเสพติด ในที่ประชุสมัชชาสงฆ์ไทยที่นิวยอร์ค ครั้งที่ ๑๗ ได้มีการพูดในที่ประชุมว่า "เป็นคดีจับแพะ" ในครั้งนั้น พระธรรมราชานุวัตร หรือ หลวงเตี่ย ประธานสงฆ์วัดไทยแอล เอ ได้พูดในที่ประชุมสงฆ์ว่า "ให้ไปคุยกับโจนาทานดูดี้ก่อน ถ้ามันไม่ได้ทำ ให้ช่วยมันออกมาจากคุก"

ในการต่อสู้คดีครั้งนี้นอกจากต่อสู้กับกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐฯ แล้ว ยังต้องต่อสู้คนไทยด้วยกันเอง เพราะคนไทยที่แอลเอ และอริสโซ่น่า กลัวว่าจะมีภัยกับตัวเอง คนไทยคิดว่าธุระไม่ ไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่ญาติ เข้าไปช่วยเป็นการเปลืองตัวโดยใช่เหตุ ทำแล้วอาจจะมีภัยเข้าตัว เพราะไปยุ่งกับระบบตุลาการของประเทศมหาอำนาจ ที่สำคัญ คือ ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม กรรเก่า ทำให้ไม่มีใครยากช่วย ยอมรับการกระทำที่เกิดง่ายกว่าไปแสวงหาสิงที่ถูกต้องการปิดคดีเท่ากับว่ายุติปัญหาทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้น การเข้าไปช่วยถึงกับมีหนังสือพิมพ์ไทยในแอลเอ ตั้งชื่อใหม่ว่า พระเมตาตา (ฆาตกร) ขณะเดียวกันก็มีคนไทยกลุ่มใหญ่ที่ไม่เชื่อว่า โจนาทาน ดูดี้ เป็นฆาตกรและจำเลย

"วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ เป็นวันสุดท้ายขององค์คณะลูกขุน ๑๒ คน ที่จะมีมติออกมาว่าผิดหรือไม่ โดยส่วนตัวมีความเชื่อว่า คณะลูกขุนจะมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า "จำเลยไม่ผิด" นี่คือชัยชนะที่เกิดขึ้น ภายหลังจากการต่อสู้อันยาวนานกว่า ๒๐ ปี การต่อสู้ที่ถูกหลายคนสบประมาทว่า ไม่มีทางชนะ ถูกทนายหลอกบ้าง เสียเงินเปล่าๆ บ้าง โดยเฉพาะกับตนเองนั้น การต่อสู้คดีนี้ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผมเองไปอย่างไม่มีวันกลับ จากการเป็นผู้บริหารอาวุโสของมูลนิธิธรรมกาย ประธานสงฆ์วัดพระธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย พระเถระผู้ที่เคยมีอำนาจมากที่สุดรูปหนึ่งในวัด ต้องใช้ชีวิตเงียบๆ ในวัดเล็กๆ แห่งหนึ่ง ถูกขึ้นบัญชีดำของมหาเถรสมาคม และถูกประณามว่า ไม่มีความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ จากสหธรรมิก และญาติโยมทั้งหลาย การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมครั้งนี้ ต้องแลกมาด้วยทุกอย่างในชีวิตของตน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คนบริสุทธิ์ แก่คนไทยในสหรัฐ และแก่พระพุทธศาสนา" นพ.ดร.มโน กล่าวอย่างภาคภูมิใจ


*************************

เรื่องโดย : คมชัดลึกออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ



วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สมเด็จพระสังฆราช กับเหตุการณ์ 14 ตุลา

เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ฉลองพระชนมายุ 100 พรรษา 3 ตุลาคม 2556 และโอกาสครบรอบ 40 ปี 14 ตุลาคม 2516 จึงเป็นโอกาสที่จะได้นำเรื่องราวที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เมื่อครั้งทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่สมเด็จพระญาณสังวร และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้น

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงเคยออกแถลงการณ์ในนามคณะสงฆ์ไทย ทำเป็นใบปลิวเรื่อง “สัมมาสติ” ให้ลูกศิษย์นำไปแจกในที่ชุมนุม เพื่อเตือนสติทุกฝ่ายให้มีสัมมาสติ ดังที่ปรากฏในหนังสือ “99 คำถามเกี่ยวกับสมเด็จพระสังฆราช” ซึ่งจัดพิมพ์น้อมถวายเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ในงานบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติ เจริญพระชันษา 99 ปี วันที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2555, หน้า 89-91 ความว่า

สัมมาสติ แปลว่า ความระลึกชอบ อันความระลึกนั้น มักพูดกันเช่นว่า ระลึกถึง คือนึกขึ้นมาได้ถึงบุคคล เหตุการณ์ หรือแม้วัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บางทีความระลึกถึงเป็นไปในทางไม่สงบต่างๆ เพราะก่อให้เกิดภาวะเป็นต้นว่า ความโกรธแค้นขึ้งเคียดจนถึงใช้กำลังประหัตประหารกันให้ย่อยยับลงไป บางทีความระลึกถึงเป็นไปในทางสงบต่างๆ เพราะก่อให้เกิดภาวะ เป็นต้นว่า ความมีมิตรภาพไมตรีจิตความประนีประนอมผ่อนปรนกันและกัน ความช่วยเหลือกันและกันให้เกิดความสุขความเจริญ ความระลึกถึงอย่างแรกมิใช่เป็นสัมมาสติแต่เป็นมิจฉาสติ ส่วนความระลึกถึงอย่างหลังเป็นสัมมาสติ ความระลึกชอบ ในฐานที่เราทั้งหลาย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ต่างก็เกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์โลกชนิดที่มีปัญญาสูงมาโดยกำเนิด ทั้งยังได้รับการศึกษาส่งเสริมปัญญาให้เจริญเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก ก็ควรที่จะมีความระลึกชอบ คือใช้ปัญญาระลึกโดยรอบคอบ ไม่ลุอำนาจหรือดึงดันไปด้วยอำนาจความโกรธ หลง ซึ่งจะเป็นเหตุให้พบเหตุผลเป็นเครื่องแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งที่เป็นส่วนตัวทั้งที่เป็นส่วนรวมได้ดียิ่ง ความพบเหตุผลที่ถูกต้องดังนี้และเป็นตัวปัญญา ซึ่งเป็นผลที่มุ่งหมายสำหรับแก้เหตุการณ์ทั้งหลายตามที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า สัมมาสติและปัญญา ต่างก็ต้องอาศัยกันและกัน ในที่นี้ยกสัมมาสติขึ้นเป็นประธาน เพราะมุ่งหมายว่าเป็นข้อสำคัญในหน้าที่เตือนใจให้ใช้ปัญญาแทนที่จะใช้อารมณ์และกิเลสแก่กันและกัน ทุกๆ คนต่างก็มีปัญญาอยู่ด้วยกันแล้ว แต่อาจยังเผลอปัญญาไปบ้างเพราะขาดสัมมาสติเท่านั้น จะควรระลึกอย่างไรจึงจะเป็นสัมมาสติ และจะระลึกอย่างนั้นได้หรือ

ขอแถลงข้อหลังก่อนว่า ทุกคนระลึกให้เป็นสัมมาสติได้ เพราะเป็นเรื่องของจิตใจที่อาจน้อมจิตใจให้คิดไปได้ จึงขอแต่เพียงว่า ขอให้น้อมจิตใจคิดไปในทางสงบเท่านั้น โดยพยายามระงับดับจิตใจเร่าร้อนไม่สงบลงเสีย ดังจะลงแนะแนวคิดดู ที่จะนำไปสู่สัมมาสติ

1.เราทั้งหลายเป็นอะไรกัน ถ้าคิดด้วยความโกรธ ก็จะได้คำตอบว่า เป็นศัตรูกัน โกรธเกลียดกัน ซึ่งจะต้องเอาชนะกันให้ได้แม้ด้วยการใช้กำลังประหัตประหารกัน ถ้าคิดด้วยจิตใจที่สงบก็จะได้คำตอบว่า เราเป็นพี่น้องกัน ร่วมชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เดียวกัน หรือแม้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน บรรพบุรุษสตรีของเราได้เสียสละทุกอย่างรักษาสถาบันต่างๆ ของชาติไทยไว้ให้แก่เรา เราทั้งหลายจึงเหมือนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ก็เป็นเหมือนเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นตา เป็นยาย เป็นปู่ เป็นย่า เป็นน้า เป็นอา ผู้ที่เป็นเด็กกว่าก็เหมือนอย่างเป็นลูกเป็นหลาน ที่เป็นชั้นเดียวกันก็เป็นเหมือนอย่างเป็นพี่เป็นน้องกันทั้งนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหน ความระลึกได้อย่างนี้จะทำให้จิตใจอ่อนโยนลง จะทำให้เกิดความคิดที่จะปรองดองกัน สมัครสมานกันขึ้น

2.เราทั้งหลายกำลังจะทำอะไรให้แก่กัน ถ้าตอบด้วยความโกรธก็จะได้คำตอบว่าเราจะต้องไม่ยอมกันเด็ดขาด จะต้องบังคับเอาสิ่งที่เราต้องการ หรือไม่ยอมให้ทุกอย่างตามที่ได้รับการเรียกร้อง แม้ด้วยการใช้กำลัง แต่ถ้าคิดด้วยใจที่สงบ ก็จะมองเห็นว่า เราทั้งหลายต่างก็เป็นญาติกันทั้งหมด มิใช่ใครอื่นที่ไหน ควรที่จะผ่อนปรนกัน สมมุติว่าผ่อนความต้องการของตนบ้าง เหมือนอย่างว่าคนละครึ่งหนึ่ง ทุกฝ่ายต่างได้ต่างเสียด้วยกัน เพราะการที่ดึงดันเอาแต่ใจของตนฝ่ายเดียวนั้นยากที่จะตกลงกันได้ หลักของความสามัคคีประการหนึ่งก็คือ ความที่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือเอาใจเราไปใส่ใจเขา แต่จะต้องทำใจให้สงบเสียก่อนจึงจะเกิดความคิดผ่อนปรนประนีประนอมดังกล่าวได้

3.เราทั้งหลายกำลังมุ่งอะไรเพื่ออะไร สิ่งที่มุ่งนั้น ถ้าไม่ขัดกันก็ไม่เกิดปัญหาขัดแย้ง แต่ถ้าขัดกันก็เกิดปัญหาขัดแย้ง แต่ก็จะต้องมีจุดที่มุ่งหมายว่าเพื่ออะไร เมื่อมีจุดที่มุ่งหมายเป็นอันเดียวกัน เช่นเพื่อชาติ ก็น่าที่ทุกฝ่ายจะพากันเสียประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อส่วนรวมคือชาติ อันหมายถึงประชาชนทั้งหมดพร้อมทั้งสถาบันทั้งหลายของชาติ ด้วยสันติวิธี พยายามหาทางปฏิบัติโดยสันติที่จะให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายทุกๆ คนย่อมรวมอยู่ในชาติ ต่างเป็นกำลังของชาติดังที่เรียกกันว่า “พลเมือง” จึงต้องรักษาตนเองไว้ให้ดีด้วยกัน การที่จะมาทำลายกันเองลงไป เท่ากับเป็นการทำลายกำลังของชาตินั้นเอง ทำให้ชาติอ่อนกำลังลง และเราทั้งหลายต่างก็มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นประมุขของชาติ ผู้ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงสุด ปรากฏว่าพระองค์มีพระราชวิตกห่วงใยเป็นอันมาก มีพระมหากรุณาแผ่ไปอย่างยิ่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้นเพียงใด ความทุกข์อย่างหนักก็ย่อมจะเกิดขึ้นในพระราชหฤทัยเพียงนั้น จึงน่าที่ทุกๆ ฝ่ายจะรำลึกถึงพระมหากรุณา และปฏิบัติอย่างผ่อนปรนแก้กันด้วยมุ่งประโยชน์แก่ประเทศชาติอันเป็นส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และรำลึกถึงพระศาสนาซึ่งสอนให้ใช้สัมมาสติ กล่าวได้ว่า ทุกศาสนาย่อมสอนให้ใช้สัมมาสติทั้งนั้น

แนวคิดทั้ง 3 ประการนี้ เป็นแนวคิดที่ขอเสนอแนะแก่ทุกๆ คน ทุกๆ ฝ่าย ขอให้ทุกคนทุกฝ่ายพากันยังยั้ง คิดรำลึก ถึงจะต้องใช้เวลาสักหน่อย ก็ยังดีกว่าการทำอะไรลงไปด้วยความผลุนผลันพอให้อารมณ์ที่ตึงเครียดผ่อนคลาย พอให้จิตใจสงบและคิดรำลึกตามแนวที่เสนอแนะ หรือแม้แนวอื่นที่จะนำไปสู่ความพบเหตุผลที่ดีกว่าย่อมจะได้สัมมาสติและปัญญา ในอันที่จะแก้ไขผ่อนปรนนำไปสู่วัตถุประสงค์ที่ต้องการร่วมกัน โดยสวัสดี

พระเมตตาคุณ พระกรุณาธิคุณของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นข้อเตือนใจ เป็นแนวคิดการดำรงอยู่ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองมีการแตกแยกความคิด ทางการเมือง จนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งเช่นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ หากทุกฝ่ายน้อมนำคติธรรมดังกล่าว ไปพิจารณา ไตร่ตรอง และปฏิบัติตามแล้ว ย่อมจะนำมาสู่การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยให้เจริญวัฒนาสถาพรสืบไป...ฑีฆายุโก โหตุ สังฆราชา

*************************

เรื่องโดย : คมชัดลึกออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ




วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หลวงพ่อพริ้ง ผู้มอบ "ปั้นเหน่งแม่นาค" ให้กรมหลวงชุมพรฯ


หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก หรือ “ท่านพระครูวิสุทธิศิลาจารย์” จัดเป็นอีกหนึ่งคณาจารย์ยุคเก่าที่มีลูกศิษย์ทุกระดับชนชั้นมากมาย รวมทั้ง พระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ ก็ได้เสด็จไปฝากตัวเป็นศิษย์ของท่าน 

หลวงพ่อพริ้ง ท่านเป็นผู้มอบ กระดูกหน้าผากนางนาก ให้เสด็จในกรมฯ ซึ่งมีความเฮี้ยนมากจนเป็นที่กล่าวถึงของพระโอรสและธิดา ซึ่งเสด็จเตี่ยบอกว่า ไม่ต้องกลัว และความเฮี้ยนของนางนากก็ปรากฏถึง ๒ ครั้ง ในตำหนักนางเลิ้ง

ในเรื่องกระดูกหน้าผากของนางนากนี้ได้ปรากฏในงานเขียนประวัติของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) รวบรวมโดย ม.ล.พระมหาสว่าง เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา พ.ศ.2473 บรรยาย ไว้ว่าหลังจากที่นางนาคออกอาละวาดหนัก สมเด็จพระพุฒาจารย์ท่านรู้เรื่องจึงลงไปค้างที่วัดมหาบุศย์ และเรียกนางนาค ขึ้นมาคุยกัน ผลสุดท้ายท่านเจาะเอากระดูกหน้าผากของนางมาลงยันต์และทำเป็นปั้นเหน่งคาดเอว ผีนางนาคก็ไม่ออกมาอาละวาดอีกเลย

และในเรื่องนี้ สมบัติ พลายน้อย ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ค้นคว้าและเขียนเรื่องของแม่นาคสรุปเอาไว้ว่ากระดูกหน้าผากแม่นาคนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้ประทานให้กับ สมเด็จหม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัต) และประทานให้ หลวงพ่อพริ้ง (พระครูวิสุทธิ์ศีลาจารย์) อีกต่อ จนมาถึงกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ไม่นานนักแม่นาคก็มากราบลา จากนั้นก็ไม่มีใครพบกระดูกหน้าผากของแม่นาคอีก จึงนับได้ว่าในยุคนั้นท่านมีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้คณาจารย์ใด ๆ ในยุคเดียวกันเลย เนื่องจากหากหน่วยงานราชการในยุคนั้นมีพิธีพุทธาภิเษกที่สำคัญ ๆ แล้ว “หลวงพ่อพริ้ง” ก็จะต้องเป็นคณาจารย์อีกรูปหนึ่งที่ได้รับการนิมนต์ให้ไปร่วมพิธีทุกครั้ง ชื่อเสียงของท่านจึงขจรระบือไกล

โดยประวัติหลวงพ่อพริ้ง มีนามเดิมว่า “พริ้ง เอี่ยมเทศ” เกิดเมื่อ พ.ศ. 2412 เป็นชาวบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ เริ่มเรียนหนังสือด้วยการบวชเป็นสามเณรที่ “วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ)” กระทั่งอายุครบ 20 จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่ “วัดทองนพคุณ” อ.คลองสาน แล้วจึงไปจำพรรษาที่ วัดบางปะกอก จวบกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสครองวัดบางปะกอกจนกระทั่งมรณภาพ

หลังจากเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้ว “หลวงพ่อพริ้ง” ก็ได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งภาษาไทยและบาลีจนแตกฉาน ประกอบกับเป็นผู้ที่มีความสนใจทางด้าน “วิปัสสนากรรมฐาน” จึงทำการฝึกฝนทางด้านนี้อย่างจริงจังรวมทั้งเรียนด้านวิทยาคมเพิ่มเติมอีก กับคณาจารย์ต่าง ๆ หลายสำนัก ทำให้ท่านมีชื่อ เสียงเด่นดังทั้งทางด้าน คงกระพันชาตรีและเมตตามหานิยม แถมด้วย วิชาแพทย์แผนโบราณ อีกด้วยเพื่อนำมาสงเคราะห์ต่อชาวบ้านในสมัยนั้น โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ได้รับนิมนต์ให้ไปร่วมประกอบพิธีหล่อและพุทธาภิเษก พระกริ่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ วัดสุทัศน์ ) ซึ่งมีพระคณาจารย์ชื่อดังหลายสิบรูปมาร่วมพิธีครั้งนี้ปรากฏว่า “แผ่นยันต์ ที่หลวงพ่อพริ้งทำการจารอักขระ” และได้นำไปใส่ในเบ้าหลอมรวมกับของคณาจารย์รูปอื่น ๆ ไม่ยอมหลอมละลาย เกิดเป็นปรากฏการณ์อันอัศจรรย์ให้เล่าขานมาถึงทุกวันนี้ โดยต้องนิมนต์ท่านมาทำการท่องมนต์กำกับแผ่นจารจึงละลายในเวลาต่อมา

หรือในสมัยที่ก่อเกิด “สงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่ 2” (ระหว่าง พ.ศ. 2480–85) วัดบางปะกอก ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่ประชาชนทั่วไปได้มาขอพึ่งพาเป็นที่หลบภัย ทั้ง ๆ ที่วัดอยู่ไม่ไกลจากอู่ต่อเรือของทหารญี่ปุ่นที่เข้ามาสร้างฐานทัพในประเทศ ไทยเท่าใดนัก โดยช่วงนั้นฝ่ายพันธมิตรได้นำเครื่องบินทิ้งระเบิดเพื่อทำลายฐานที่มั่นของ ทหารญี่ปุ่นมากมายหลายสิบลูก แต่ไม่มีระเบิดแม้แต่ลูกเดียวที่จะหลงหลุดลอยมาถึงวัดบางปะกอกได้เลย ทั้งนี้เป็นเพราะ “หลวงพ่อพริ้ง” ได้ทำพิธีขจัดปัดเป่าจึงทำให้บริเวณวัดบางปะกอกและใกล้เคียงรอดพ้นจากลูกหลง โดยสิ้นเชิง ทำให้ประชาชนชาวบางปะกอกสมัยนั้นต่างไม่มีใครลืมเหตุการณ์ในยุคนั้นได้เลย

ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงท่านจึงโด่งดังมากเป็นผลให้ประชาชนทั่วสารทิศทั้งใกล้ ไกล ต่างมุ่งไปขอวัตถุมงคลจากท่านรวมทั้งไปให้ท่านช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งท่านก็ไม่เคยปฏิเสธผู้ใดไม่ว่าจะเป็นเจ้าใหญ่นายโตหรือประชาชนธรรมดา สามัญ หากไปขอให้ท่านช่วยสงเคราะห์แล้วเป็นได้รับเมตตาช่วยเหลือเสมอเหมือนกันหมด หลวงพ่อพริ้ง ทำการสร้าง วัตถุมงคล ขึ้นมากมายหลายชนิดแจกจ่ายกันไปตามแต่ผู้มาขอต้องการ ส่วนที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมเสาะหาก็มีทั้ง ลูกอมเนื้อผง, ตะกรุด, ผ้ายันต์, เสื้อยันต์, และ พระพิมพ์ต่างๆ


*************************

เรื่องโดย : ทีมข่าวมงคลพระ
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ