วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พระสมณทูต ผู้นำพระพุทธศาสนามาสู่ "สุวรรณภูมิ"


องค์พระปฐมเจดีย์
 วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร จ.นครปฐม สันนิษฐานกันว่าได้ถูกสร้างขึ้นในสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อคราวที่พระสมณทูตได้เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ เนื่องจากเจดีย์องค์เดิมมีลักษณะ ทรงบาตรคว่ำ แบบเดียวกับสถูปเจดีย์ที่สร้างขึ้นในกรุงอนุราชบุรี เกาะสิงหลทวีป ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกผนวช ได้เสด็จธุดงค์มานมัสการ และหลังจากทรงลาผนวช ได้เสวยราชสมบัติ แล้ว โปรดให้ก่อสร้างเจดีย์องค์ใหม่ห่อหุ้มองค์เดิมไว้ ซึ่งมีความสูงถึง ๑๒๐ เมตร และพระราชทานนามพระสถูปเจดีย์ว่า “พระปฐมเจดีย์” เพราะทรงเชื่อมั่นว่าเป็นเจดีย์องค์แรกที่สร้างขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิ

เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๖ พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน สมัยเดียวกันกับประเทศศรีลังกา ด้วยการส่งพระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ ๙ สาย โดยการอุปถัมภ์ของ พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย ในขณะนั้นประเทศไทยรวมอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวาง มีประเทศรวมกันอยู่ในดินแดนส่วนนี้ทั้ง ๗ ประเทศในปัจจุบัน ได้แก่ ไทย พม่า ศรีลังกา ญวน กัมพูชา ลาว มาเลเซีย ซึ่งสันนิษฐานว่ามีใจกลางอยู่ที่ จังหวัดนครปฐม ของไทย เนื่องจากได้พบโบราณวัตถุที่สำคัญ เช่นพระปฐมเจดีย์ และรูปธรรมจักรกวางหมอบเป็นหลักฐานสำคัญ แต่พม่าก็สันนิษฐานว่ามีใจกลางอยู่ที่เมืองสะเทิม ภาคใต้ของพม่า พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่สุวรรณภูมิในยุคนี้ นำโดย พระโสณะ และ พระอุตตระ พระเถระชาวอินเดีย เดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนาในแถบนี้ จนเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ ตามยุคสมัยต่อไปนี้

พระโสณะ และ พระอุตตระ ได้เดินทางจากแคว้นมคธ เข้ามาประดิษฐานพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ โดยมีข้อสันนิษฐานว่า น่าจะมีศูนย์กลางอยู่บริเวณตอนกลางของไทยในปัจจุบัน โดยพิจารณาจากโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่น พระปฐมเจดีย์ศิลารูปพระธรรมจักร เป็นต้น

พระพุทธศาสนาที่เข้ามาในสมัยนี้ เป็นนิกายเถรวาทดั้งเดิม โดยพุทธศาสนิกชนมีความศรัทธาเลื่อมใสบวชเป็นพระภิกษุจำนวนมาก และได้สร้างสถูปเจดีย์ไว้สักการบูชา เรียกว่า สถูปรูปฟองน้ำ เหมือนสถูปสาญจีในประเทศอินเดียที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างขึ้น โดยศิลปะในยุคนี้ เรียกว่า ศิลปะทวารวดี

พระโสณะและพระอุตตระเป็นชาวอินเดีย มีชีวิตอยู่ในช่วงพุทธศตวรรที่ ๓ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ไม่ปรากฏประวัติก่อนบวช ปรากฏแต่ว่า เมื่อท่านทั้งสองอุปสมบทแล้วเป็นผู้มีความแตกฉานในพระไตรปิฎกและเป็นกำลังสำคัญในการสังคายนาพระธรรมวินัย และยังได้รับการแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช โดยท่านทั้งสองได้รับมอบหมายให้เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ

เมื่อครั้งที่พระโสณะและพระอุตตระ เดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยนั้น ประชาชนกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว ผีเสื้อสมุทร ซึ่งมักจับทารกกินเป็นอาหาร ท่านทั้งสองได้สร้างขวัญกำลังใจ ทำให้ประชาชนหายหวาดกลัวโดยใช้อุบายธรรมนำ "พรหมชาลสูตร" ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยความเห็นผิดมาเทศนา และได้เปล่งวาจาถึงไตรสรณคมน์ รวมทั้งสมาทานศีล ๕ ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อที่ถูกต้องและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จนพากุลบุตรและกุลธิดามาบวช ทำให้พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในดินแดนสุวรรณภูมิ และเจริญสืบเนื่องเรื่อยมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

พระโสณะและพระอุตตระ แม้จะเกิดไม่ทันสมัยพุทธกาล แต่เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านทั้งสองได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมและศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน มีความรู้ ความสามารถ จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระธรรมทูตในการเผยแผ่พระพุทธศาสนายังต่างแดน แม้ว่า เดินทางจากอินเดียมายังสุวรรณภูมิซึ่งไกลและใช้เวลามาก ย่อมประสบกับความลำบากมากมาย แต่ท่านทั้งสองก็ไม่ย่อท้อ ด้วยเห็นแก่ประโยชน์ของพระพุทธศาสนา จึงอดทนต่อสู้ต่อความเหนื่อยยาก

งานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ปี ๒๕๕๖

"เทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์" หรือชาวบ้านเรียกว่า "กลางเดือนสิบสอง" หรือ "งานองค์พระ" เป็นงานที่จัดขึ้นทุกๆ ปี ระหว่างวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง วันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ รวม ๙ วัน ๙ คืน โดยในปี ๒๕๕๖ นี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๔-๒๒ พฤศจิกายน ทั้งนี้วัดเปิดให้การเปิดร้านขายของล่วงหน้า ๗ วัน และหลัง ๑๕ ค่ำ อีก ๗ วัน

พระศรีวิสุทธิวงศ์ (พระมหาสุวิทย์ ปวิชฺชญฺญู) เลขานุการเจ้าคณะภาค ๑๕ ฝ่ายมหานิกาย และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร กล่าวว่า งานองค์พระมิใช่เพียงแค่งานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์อย่างเดียว หากเป็นงานนมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในวิหารต่างๆ รอบองค์พระปฐมเจดีย์ เช่น พระร่วงโรจนฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองนครปฐม พระพุทธรูปคันธราษฎร์ พระนอน พระพุทธรูปปางต่างๆ ครบทุกปาง โดยเฉาะก่อนงาน ๕ วัน เป็นงานวันพระร่วงโรจนฤทธิ์

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งประเพณีปฏิบัติเคียงคู่ไปกับการนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์นั่นคือ แห่ผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์ มี ๒ วัน คือ วันแรกลอยกระทง คือ วันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลาประมาณ ๒๑.๓๐ น. ผู้คนจึงได้ร่วมแรงร่วมใจนำผ้ากาสาวพัสตร์ต่อกันเป็นผืนยาว จัดเป็นขบวนแห่รอบองค์พระปฐมเจดีย์ ช่วยกันจับขึงไว้บนบ่าทั้งผืนด้วยแรงสามัคคี ขบวนแห่ผ้าห่มจะเดินเวียนรอบองค์พระปฐมเจดีย์ ๓ รอบ แล้วจึงนำขึ้นไปห่มพันรอบองค์พระปฐมเจดีย์ที่บริเวณเสาหานส่วนคอของพระปฐมเจดีย์ ส่วนวันสุดท้ายจะห่มรอบฐานองค์พระปฐมเจดีย์ ในคืนวันศุกร์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลาประมาณ ๒๑.๓๐ น.


*************************

เรื่องโดย : คมชัดลึกออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ



วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วัดสระเกศฯ จัดงานห่มผ้าแดง "ภูเขาทอง"


วัดสระเกศฯ
จัดงานย้อนยุคห่มผ้าแดงองค์พระเจดีย์บรมบรรพต อุทิศถวาย สมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เนื่องในงานเทศกาลประจำปี นมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ระหว่างวันที่ 10-19 พ.ย. 2556 นี้

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กล่าวว่า ทางวัดสระเกศฯ จะจัดงานย้อนยุค ห่มผ้าแดงองค์พระเจดีย์บรมบรรพต อุทิศถวายสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เนื่องในงานเทศกาลประจำปี นมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ระหว่าง 10-19 พ.ย. 2556 นี้ ที่ บรมบรรพต ภูเขาทอง วัดสระเกศฯ ซึ่งภายในงานจะมีการประกาศเกียรติคุณของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ซึ่งได้มรณภาพลง เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา 

ขณะเดียวกันจะมีการจัดนิทรรศการชุด พระมหาเถระผู้เป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำพระพุทธศาสนาโลก พร้อมเปิดตัวภาพเขียนประวัติศาสตร์ เย็นหิมะในรอยธรรม ย้อนเส้นทางประวัติศาสตร์การเดินทางรอบโลกของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ร่วม 60 ปี และจะอัญเชิญเกศาสมเด็จพระพุฒาจารย์ ให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะอย่างใกล้ชิดด้วย


*************************

เรื่องโดย : ไทยรัฐออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ


วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ขอเชิญร่วมบุญบูรณะ วัดตลาดใหม่

วัดตลาดใหม่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ปรากฏหลักฐานการก่อตั้งวัด เมื่อ พ.ศ.๒๒๑๐ ตรงกับรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เดิมชื่อ "วัดโบสถ์บ้านกระเดื่อง" ต่อมากลายสภาพเป็นวัดร้าง ปรากฏแต่เนินอุโบสถ และต้นมะขามใหญ่ ๔ ต้นอยู่ ๔ มุมของอุโบสถ จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีชาวบ้านมาตั้งบ้านเรือน สร้างตลาดขึ้นใหม่ และร่วมกันบูรณะ จึงเรียกชื่อว่า "วัดตลาดใหม่" มาจนทุกวันนี้ รวมอายุวัดได้ ๓๓๙ ปี

อดีตเจ้าอาวาสที่มีชื่อเสียงมี ๒ รูป คือ หลวงพ่อคุ่ย เป็นพระเถระที่มีพลังอาคมเข้มขลังในด้านการแก้และล้างอาถรรพณ์ต่างๆ มีชื่อเสียงโด่งดัง ร่วมสมัยกับ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง ส่วนอีกรูปหนึ่ง คือ หลวงพ่อซำ อินฺทวณฺโณ เจ้าตำรับเบี้ยแก้อาถรรพณ์ อันเลื่องชื่อของเมืองอ่างทอง

ปัจจุบันวัดตลาดใหม่ มี พระครูสุเมธานุวัตร หรือ พระอาจารย์ปื้ด เป็นเจ้าอาวาสวัดตลาดใหม่ ผู้สืบทอดตำราศาสตร์วิชาการสร้าง เบี้ยแก้อาถรรพณ์ ของหลวงพ่อซำ โดยในวันพฤหัสบดีที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖ นี้ วัดได้ประกอบพิธีปริตตา พิธีมหาพุทธาภิเษก วัตถุมงคล รุ่น "บารมีหลวงพ่อ ไตรมาส ๕๖" เพื่อมอบเป็นของระลึกแก่เจ้าภาพที่มาร่วมทอดกฐินสามัคคีในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖ รวมทั้งเพื่อเป็นการรำลึกในเกียรติคุณและหาทุนบูรณปฏิสังขรณ์กุฏิ-เสนาสนะของวัดตลาดใหม่ที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา

วัตถุมงคลรุ่น "บารมีหลวงพ่อ ไตรมาส ๕๖" ประกอบด้วย พระนาคปรกใบมะขาม พระพุทธชินราช ขนาดบูชา ๙ นิ้วและ ๕ นิ้ว รูปหล่อรูปเหมือนหลวงพ่อซำ ขนาดบูชา ๕ นิ้ว, บาตรน้ำมนต์, เบี้ยแก้อาถรรพณ์, มีดหมอ ขนาด ๙ นิ้ว ๕ นิ้ว และมีดปากกา, ตะกรุดหนังกลอง, ตะกรุดยันต์เกราะเพชร, ตะโพน, ล็อกเกต, ไซดักทรัพย์, สีผึ้ง เป็นต้น

การสร้าง เบี้ยแก้อาถรรพณ์พระอาจารย์ปื้ด ได้สืบตำรับจากหลวงพ่อซำทุกประการ โดยเฉพาะการอุดชันโรงและปิดแผ่นฟอยล์ลงบนเบี้ยแก้จะบริกรรมพระคาถามงคลนิมิตที่ว่า "อะวิชา ปัจจะยา ปิดจะยา ปัจจะยา อะวิชา ปัดจะยา ปัจจะยา ปิดจะยา อะวิชา ปัจจะยา อุอะมะตัง พุทธังอัดธะอุด"

รายนามพระคณาจารย์ผู้ทรงคุณพุทธาคมแกร่งกล้ามาร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิตภาวนา หลายรูป อาทิ 

- หลวงพ่อรวย วัดตะโก
- หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว 
- หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน 
- หลวงพ่อเอียด วัดไผ่ล้อม 
- หลวงพ่อเฉลิม วัดพระญาติ 
- หลวงพ่อหวล วัดพุทไธสวรรค์
- หลวงพ่อบุญมี วัดม่วงคัน 
- หลวงพ่อเพี้ยน วัดเกริ่นกฐิน 
- หลวงพ่อรักษ์ วัดสุทธาวาส วิปัสสนา เป็นต้น

สำหรับผู้เข้าร่วมพิธีปริตตา พิธีมหาพุทธาภิเษก ในวันพฤหัสบดีที่ ๗ จะได้รับแจก ผ้ายันต์พรหมสี่หน้า แจกฟรีทุกท่าน พุทธศาสนิกชนร่วมบุญได้โดยสอบถามรายละเอียดที่ โทร.๐-๓๕๖๒-๙๐๖๔ และ ๐๘-๑๙๘๖-๑๕๖๗


*************************

เรื่องโดย : คมชัดลึกออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ