วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

"สังข์" มงคลวัตถุแห่งความรุ่งเรือง


สังข์ ถือเป็นมงคลวัตถุที่ชาวไทย และชาวต่างประเทศเชื่อกันว่า เป็นสิ่งที่เป็นอุดมมงคลสูงยิ่ง มักจะพบเห็นได้ในงานพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีราชาภิเษก ตอนที่พระมหาราชครูผู้เป็นประธานคณะพราหมณ์ได้ถวายน้ำมหาสังข์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ หรือแม้ในงานพิธีมงคลต่าง ๆ ซึ่งจัดขึ้นในบ้านเรือนของประชาชน เช่น งานมงคลสมรส เรามักจะได้พบ "สังข์" ซึ่งใช้เป็นที่รดน้ำแก่คู่บ่าวสาว เพื่อจะให้อยู่เย็นเป็นสุข และ พบเจอแต่ความเจริญรุ่งเรือง

สังข์ นอกจากจะใช้รดน้ำ เพื่อให้เกิดความสุขความเจริญแล้ว ยังใช้เป่าเพื่อให้ได้ยินเสียง เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลอีกด้วย ซึ่งมักจะได้พบเห็นอยู่ในงานพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น เมื่อมีงานวางศิลาฤกษ์แล้วก็จะมีการเป่าสังข์ไกวบัณเฑาะว์

ส่วนประวัติและความเป็นมาของหอยสังข์ ซึ่งนิยมนับถือว่าเป็นอุดมมงคลสูงยิ่งนั้น มีเรื่องเล่าเป็นตำนานว่า มียักษ์ตนหนึ่งมีชื่อว่า "สังข์อสูร" เมื่อได้พบ พระพรหม ซึ่งกำลังบรรทมหลับอยู่ และได้มีพระเวทต่าง ๆ ไหลออกมาจากพระโอษฐ์ของพระพรหมดังนั้น ก็ให้เกิดมีความอิจฉาขึ้นจึงได้ขโมยเอาพระเวทต่าง ๆ นั้นไปเสีย เพื่อจะไม่ให้พวกพราหมณ์ได้มีพระเวทเป็นเครื่องสวดอ้อนวอนพระพรหม และเทพเจ้าองค์อื่นๆ ได้อีกต่อไป 

แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง พระนารายณ์ ได้ทอดพระเนตรเห็นการกระทำของยักษ์สังข์อสูรนั้นทุกประการ จึงได้ติดตามไปเพื่อจะเอาพระเวทนั้นกลับคืนมาเสีย เมื่อยักษ์สังข์อสูรนั้นเห็นพระนารายณ์ติดตามตนมาในระยะที่กระชั้นชิดเช่นนั้น ก็เห็นว่าเป็นการจวนตัว จึงได้กลืนพระเวททั้งหมดนั้นลงไปไว้ในท้องของตนเสีย แล้วก็กระโดดลงไปในน้ำมหาสมุทร ดำน้ำหายไปในทันที เมื่อพระนารายณ์ทรงทราบดังนั้น จึงได้เนรมิตร่างของพระองค์ให้เป็นปลาใหญ่เที่ยวค้นหาตัวยักษ์สังข์อสูร เพื่อจะจับตัวไว้ให้ได้ ก่อนที่ยักษ์สังข์อสูรนั้นจะทำลายพระเวทต่าง ๆ ให้หมดไปจากโลก

ในที่สุด พระนารายณ์ ก็ทรงจับตัวยักษ์สังข์อสูรเอาไว้ได้ แล้วจึงทวงถามเอาพระเวทคืน แต่ยักษ์สังข์อสูรนั้นไม่ได้มีการเจรจาโต้ตอบแต่ประการใด ได้แต่นิ่งเฉยอยู่เท่านั้น เมื่อพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าพิจารณาดูไปก็ได้ทราบว่ายักษ์สังข์อสูรได้กลืนเอาพระเวทเข้าไว้ในท้องของตน จึงได้เอาพระหัตถ์บีบที่ปากของยักษ์สังข์อสูร จนเนื้อที่ปากนั้นปริออกมาตามระหว่างนิ้วพระองค์ แต่เมื่อทรงเห็นว่ายักษ์สังข์อสูรนั้นยังไม่ยอมคืนพระเวทอีก จึงได้ทรงเอานิ้วพระหัตถ์ล้วงเข้าไปในท้องของสังข์อสูรนั้น แล้วทรงค้นหาพระเวทซึ่งอยู่ในท้องของสังข์อสูรนั้น ในที่สุดก็ได้พบพระเวทนั้น จึงได้เอานิ้วพระหัตถ์จับพระเวทนั้น ดึงลากออกมาทางปากของยักษ์สังข์อสูร เมื่อทรงเอาพระเวทกลับคืนออกมาจากท้องของยักษ์สังข์อสูร ได้จนหมดเรียบร้อยทุกพระคัมภีร์แล้ว พระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าจึงได้ทรงสาปยักษ์สังข์อสูรนั้นว่า “ขอให้เจ้าจงมีสภาพร่างกายเป็นอย่างนี้ และจงอยู่แต่ในน้ำสืบไป อย่าได้ขึ้นมาบนบกอีกต่อไปเลย เมื่อชาวมนุษย์จะทำการมงคลใด ๆ จึงค่อยมาจับเอาตัวเอ็งไปร่วมในงานพิธีมงคลนั้น ๆ ด้วย” เมื่อทรงสาปแล้ว จึงได้ทิ้งร่างของยักษ์สังข์อสูรนั้นลงไปในมหาสมุทรทันที แล้วจึงได้เอาพระเวทนั้นมาส่งคืนให้แก่พระพรหม ผู้เป็นเจ้าของเดิมทันที

เมื่อยักษ์สังข์อสูรนั้นอยู่ในน้ำมหาสมุทรนั้นนาน ๆ เข้าจึงได้กลับกลายมาเป็นหอยสังข์ และมีสภาพเหมือนกับคำที่พระนารายณ์ท่านได้สาปไว้ทุกประการ และได้เที่ยวเร่ร่อนไปในทะเลลึก เมื่อถึงเวลาจะทำพิธีมงคลต่าง ๆ พวกพราหมณ์จึงได้ไปจับเอาตัวไปเข้าอยู่ในพิธีมงคลนั้น ๆ เหตุผลที่พวกพราหมณ์ผู้ทำพิธีต่าง ๆ จะนำหอยสังข์นั้นมาเข้าร่วมอยู่ในงานพิธีมงคลต่าง ๆ นั้น ก็เพราะ พราหมณ์มีความเห็นว่า

1. หอยสังข์นั้นเคยเป็นที่บรรจุพระเวทต่าง ๆ ไว้ในท้องของตนจนครบทุกประการ
2. ตามบริเวณร่างกายของหอยสังข์นั้น ได้มีรอยนิ้วพระหัตถ์ของพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้า ยังปรากฏอยู่ในขณะที่พระองค์ทรงบีบปากเพื่อค้นหาคัมภีร์พระเวทเมื่อครั้งแรกนั้น ที่ปากของหอยสังข์นั้นจึงเป็นรอยยาวออกมานั้น ก็เพราะพระนารายณ์ท่านลากคัมภีร์พระเวทต่าง ๆ ออกมาทางปากนั้น

ด้วยเหตุดังกล่าว "สังข์" จึงถือได้ว่าเป็นมงคลวัตถุที่สูงและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก จึงนิยมที่จะนำเข้ามาร่วมในพิธีมงคลต่าง ๆ สืบต่อมา


*************************

เรื่องโดย : ทีมข่าวมงคลพระ
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ




วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ท่านพ่อเขียน เทพเจ้า แห่งขุนเขาคิชฌกูฏ


พระครูธรรมสรคุณ หรือ หลวงพ่อเขียน ขนฺธสโร อดีตเจ้าอาวาส วัดกะทิง จ.จันทบุรี หรือที่ชาวบ้านต่างขนานนามเรียกท่านว่า "ท่านพ่อเขียน" เทพเจ้าแห่งขุนเขาคิชฌกูฏ ท่านคือสุดยอดพระเกจิอาจารย์ แห่งจังหวัดจันทบุรี ท่านเป็นผู้ที่มีวิชาอาคมอันแก่กล้า โดยเฉพาะสามารถ "เปิดป่า" ใช้วิชาสะกดพวกสัตว์ป่า ไม่ให้ออกมาเพ่นพ่าน ในช่วงเวลาที่เขาคิชฌกูฎ ได้เปิดให้ผู้คนขึ้นมาสักการะ นมัสการรอยพระพุทธบาท (พระบาทพลวง)

ท่านพ่อเขียน ขนฺธสโร ท่านเกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 ซึ่งตรงกับรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ณ บ้านกะทิง ต.พลวง อำเภอเขาคิชฌกูฏ (ขณะนั้นเป็นอำเภอมะขาม) จ.จันทบุรี ท่านเป็นบุตรของ นายอยู่ และ นางมุ้ง ทองคำ ในครอบครัวของท่านประกอบอาชีพเกษตรกรรม และการหาของป่าสมุนไพร ดังนั้น ท่านจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาพืชสมุนไพรและของป่า จนมีความชำนาญ

ในช่วงวัยเรียน ท่านเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดกะทิง ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี จนกระทั่งท่านมีอายุครบบวช ท่านจึงได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 โดยมี พระครูนิเทศคณานุสิฏฐ์ วัดหนองอ้อ ต.มะขาม อ.มะขาม จ.จันทบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระครูพุทธบทบริบาล วัดพลวง ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ขนฺธสโร”


หลังจากนั้น ท่านได้สอบไล่นักธรรมชั้นตรี และได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกระทิง สืบต่อจาก หลวงพ่อรุ่ง อดีตเจ้าอาวาสวัดกระทิง ที่ได้มรณภาพลงในปี พ.ศ. 2499 และในปี พ.ศ. 2516 ได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูธรรมสรคุณ และในปี พ.ศ. 2538 ท่านก็ได้ริเริ่มโครงการ นำวัดเข้าสู่โรงเรียน จากนั้นอีก 3 ปีต่อมา ท่านได้พิมพ์หนังสือเรื่อง นำวัดเข้าสู่โรงเรียน เพื่อให้เด็กได้รู้จักอารยธรรมของชาวจันทบุรี และ วิถีชีวิตของคนจันทบุรีในสมัยก่อน

จากผลงานของท่าน ที่ได้ปฏิบัติมา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ได้พระราชทานปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่ พระครูธรรมสรคุณ ในวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 รวมทั้ง ได้รับโล่เกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการแนะแนวชีวิตและสังคม ประจำปี พ.ศ. 2546 จากกระทรวงศึกษาธิการ

หลวงพ่อเขียน ขนฺธสโร ท่านเป็นผู้ที่มีความเมตตาสูง ทุกครั้งที่หน่วยงานราชการ องค์กรการกุศล โรงเรียน หรือชาวบ้าน ได้ขอความอนุเคราะห์จากท่าน ท่านไม่เคยปฏิเสธ ท่านจะช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เหล่าคณะศิษย์ผู้ที่มีจิตศรัทธาต่อท่าน ล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านพ่อเขียน ท่านเป็นผู้ที่สามารถ "หยั่งรู้ฟ้าดิน" มีวิชาอาคมอันแก่กล้า และความเมตตาแก่ศิษย์ผู้ศรัทธาทุกผู้ทุกคน


หลวงพ่อเขียน ท่านมรณภาพ เมื่อเวลา 12.00 น. ของวันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยอาการไตวาย โดยท่านได้เข้ารับการรักษาอาการอาพาธโรคไต และโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ มาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ของปีเดียวกัน สิริอายุได้ 82 ปี 62 พรรษา

แม้วันนี้ ท่านพ่อเขียน จะมรณภาพไปนานนับปีแล้ว แต่คุณงามความดีที่ท่านได้เคยก่อไว้ จะยังคงดำรงอยู่ในใจของเหล่าคณะศิษย์ทั่วฟ้าเมืองไทย ตลอดไปตราบนานเท่านาน


*************************

เรื่องโดย : ทีมข่าวมงคลพระ
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ




วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

1 ปี 1 ครั้ง 1 คำอธิษฐาน “เขาคิชฌกูฏ” จันทบุรี


เขาคิชฌกูฏ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี “เขาคิชฌกูฏ” เป็นที่ประดิษฐานของ รอยพระพุทธบาท ที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงกว่า 1,050 เมตร จากระดับน้ำทะเล ถือว่าสูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ “รอยพระพุทธบาท” มีลักษณะเป็นรอยบนหินแผ่นใหญ่ มีรอยลึกประมาณ 2 เมตรเศษ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ค้นพบที่ยอดเขาพระบาทห่างจากที่ทำการอุทยานเขาคิชฌกูฏราว 4 กม.

เล่ากันว่า “รอยพระพุทธบาท” นี้ถูกค้นพบโดยนายพรานหาของป่าที่เดินขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏเมื่อปี พ.ศ.2397 เดิมทีนั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “พระบาทพลวง” และเมื่อปี พ.ศ.2515 พระครูธรรมสรคุณ หรือ ท่านพ่อเขียน ขนฺธสโร แห่ง วัดกระทิง จ.จันทบุรี ผู้เป็นหลักในการพัฒนาพระบาทพลวง ได้เสนอให้เปลี่ยนไปใช้ชื่อ “เขาคิชฌกูฏ” 


โดยตามพุทธประวัติแล้ว บนยอด “เขาคิชฌกูฏ” เป็นที่ตั้งของ พระคันธกุฎี ที่ประทับของพระพุทธองค์ เมื่อครั้งประทับที่เมืองราชคฤห์ เพื่อเป็นที่รำลึกถึงพระองค์ และแสดงถึงความเจริญในพระพุทธศาสนาอย่างสูงส่งของประเทศไทย

ผู้มีจิตศรัทธาต้องใช้ความอึดเดินขึ้นสู่ยอดเขาอีกราว 3 กม. เดินพื้นราบอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่เดินขึ้นเขาอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด แถมยังต้องเบียดเสียดกับผู้คนมากมาย เพราะการเปิดให้ขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาท เขาคิชฌกูฏ จะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ช่วงประมาณปลายเดือนมกราคม – เดือนมีนาคม (ในปี 2557 นี้ ช่วงระยะเวลาอย่างไม่เป็นทางการ คือระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 24 มีนาคม 2557) หรือแค่ประมาณ 2 เดือนต่อปีเท่านั้น เลยเป็นธรรมดาที่พุทธศาสนิกชนจะแห่แหนกันไปจนแน่นขนัดทุกครั้ง เพราะศรัทธากันว่าผู้ที่ได้มาสักการะแผ่นหินซึ่งเชื่อว่าประทับรอยพระพุทธบาทไว้ จะได้อานิสงส์แรงกล้า เปรียบได้กับการได้เข้าเฝ้าองค์พระศาสดาถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่


นอกจากนี้ บนยอด “เขาคิชฌกูฏ” ยังมีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติต่างๆ ที่เป็นตำนาน และความเชื่อทางพระพุทธศาสนาให้เราได้ทึ่ง เช่น ก้อนหินขนาดใหญ่มีรูปคล้ายกับบาตรพระคว่ำ อยู่ใกล้กับหินรูปรอยพระพุทธบาท ศิลาเจดีย์รอยพระหัตถ์ รอยเท้าพญามาร ถ้ำฤๅษี ลานแข่งรถพระอินทร์ หินที่มีรูปร่างคล้ายเต่า และช้างขนาดยักษ์ เป็นต้น

การเดินทางไป “เขาคิชฌกูฏ” หากวิ่งเส้นถนนสุขุมวิท ถึงทางแยกเข้าตัวเมืองจันทบุรี (สี่แยกเขาไร่ยา) ให้เลี้ยวลงถนนทางน้ำตกกระทิง หรือถนนบำราศนราดูร จากทางแยกเขาไร่ยา ไปถึงน้ำตกกระทิงประมาณ 20 กิโลเมตร เลยวัดระทิงไป 400 เมตร ถึงแยกขวามือไปวัดพลวง เป็นถนนลูกรังระยะทาง 3 กิโลเมตร เมื่อถึงวัดพลวง จะเป็นจุดเริ่มต้นขึ้นไปยังยอดเขา มีรถรับจ้างทดเฟืองพิเศษรับไปส่งถึงจุดที่ใกล้ที่สุด และเดินเท้าต่ออีกประมาณ 40 นาที

ผู้มีจิตศรัทธาที่สนใจจะเดินทางไปสักการะ “เขาคิชฌกูฏ” สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนเดินทางได้ที่ อุทยานแห่งชาติเขาคิดชฌกูฎ โทรศัพท์ 0-3945-2075 , กิ่งอำเภอเขาคิดชฌกูฎ โทรศัพท์ 0-3945-2437 และ องค์การบริหารส่วนตำบลพลวง โทรศัพท์ 0-3930-9281


*************************

เรื่องโดย : ทีมข่าวมงคลพระ
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ