วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ด่วน!! หลวงพ่อคูณ ละสังขารแล้ว


สิ้นแล้วพระเกจิดัง หลวงพ่อคูณ ละสังขารแล้วด้วยวัย 92 ปี หลังเข้ารักษาตัวที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา ด้วยอาการเริ่มต้นช็อกหัวใจหยุดเต้น

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. มีรายงานว่า พระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ อายุ 92 ปี เจ้าอาวาส วัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ได้ละสังขารแล้วหลังเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จ.นครราชสีมา ท่ามกลางความโศกเศร้าของคณะแพทย์ที่ทำการรักษาและบรรดาลูกศิษย์ที่ติดตามอาการใกล้ชิด

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา หลวงพ่อคูณ ช็อกหัวใจหยุดเต้น หลังตื่นนอนในห้องปลอดเชื้อวัดบ้านไร่ ซึ่งแพทย์ที่ไปตรวจอาการใช้ปฏิบัติการฟื้นคืนชีพขั้นสูงยื้อชีวิตไว้ได้ทัน ก่อนนำส่งโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และมีอาการทรุดลงเป็นลำดับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 16 พ.ค. นพ.สมอาจ ตั้งเจริญ ผอ.โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา แถลงอาการอาพาธของพระเทพวิทยาคม ว่า มีปัญหาการแข็งตัวของเลือดที่ไม่ดี ทำให้มีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นมาจากเมื่อวานนี้ (15 พ.ค.) รวมถึงการมีเลือดออกในช่องทรวงอก มีผลต่อการทำงานของปอดที่ทำงานได้ไม่ดี จึงดำเนินการทำให้หายใจเพิ่มขึ้น จากปัญหาการทำงานของไตที่ไม่ดี ขณะนี้แพทย์ได้ทำการล้างไต ส่วนการหายใจที่มีปัญหา ทำให้สัญญาณชีพไม่สม่ำเสมอ และการเต้นของหัวใจที่ไม่ดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการช่วยในเรื่องการทำงานของหัวใจ เพื่อให้การหายใจให้ดีขึ้น

ส่วนการเพิ่มยาเข้าไปนั้น เป็นยาที่เพิ่มในการแข็งตัวของเลือด ซึ่งทำอย่างเต็มที่แล้ว เพราะปัญหาการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกิดเลือดออกในร่างกาย สำหรับแผนการย้ายหลวงพ่อคูณไป รพ.ศิริราช คงไม่มีแล้ว เพราะสภาพโดยทั่วไปถือว่าไม่เหมาะสมที่จะมีการเคลื่อนย้าย แต่ได้มีการประสานกับทางรพ.ศิริราช ในการช่วยกันรักษาตลอด

ทั้งนี้ การปั๊มหัวใจเมื่อช่วงเช้านี้ มีการปั๊มหัวใจเพิ่มตอนประมาณ 05.40 น. โดยปั๊มถึง 2 รอบ เนื่องจากมีเลือดออกในช่องทรวงอก ทำให้การหายใจมีปัญหาขึ้น อย่างไรก็ตาม อาการขณะนี้ถือว่าทรุดลง ซึ่งทรุดลงกว่าเมื่อวานนี้ โดยการประเมินอาการทำอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทีมแพทย์อยู่ในไอซียูตลอดเวลา 24 ชม.

พร้อมกันนั้น โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ออกแถลง เรื่อง อาการอาพาธของพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) ฉบับที่ 3 ว่า คณะแพทย์ผู้ทำการรักษาได้รายงานว่า การเฝ้าตรวจติดตามอาการอาพาธของพระเทพวิทยาคม มีการแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น จากการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ทำให้เลือดออกในช่วงทรวงอก ส่งผลให้ระบบการหายใจล้มเหลว ภาวะหัวใจหยุดเต้น คณะแพทย์ได้ทำการช่วยฟื้นคืนชีพ สำหรับภาวะไตไม่ทำงาน ได้ให้การรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ขณะนี้อาการโดยรวมทรุดลง.

สำหรับ หลวงพ่อคูณ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2466 ในบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2487 นับเป็นอีกหนึ่งพระเกจิดังในภาคอีสาน สร้างและปลุกเสกวัตถุมงคลได้รับความนิยมมากมาย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ คำพูดคำสั่งสอน "กู-มึง" และ การเคาะศีรษะ บรรดาลูกศิษย์ที่เคารพศรัทธา



*************************

เรื่องโดย : ไทยรัฐออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ




วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

หลวงพี่อุเทน แจงไม่ได้ลาออก แค่ลาพักงาน


พระครูปลัดอุเทน เจ้าอาวาส วัดท่าไม้ จ.สมุทรสาคร แจงไม่ได้ลาออก แค่หยุดพักปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาส เนื่องจากปัญหาสุขภาพ ยันไม่ได้เบื่อขัดแย้งศิษย์วัดจนต้องสึก

จากกรณีมีจดหมายที่อ้างว่าเป็นของ พระครูปลัดอุเทน สิริสาโร เจ้าอาวาสวัดท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร วัดชื่อดัง ซึ่งมีลูกศิษย์จำนวนมาก ขอหยุดพักปฏิบัติหน้าที่ ตำแหน่งเจ้าอาวาส และฐานานุกรม โดยระบุว่ามีปัญหาสุขภาพนั้น

โดยความคืบหน้าล่าสุด (วันที่ 29 ม.ค. 2558) พระครูปลัดอุเทน สิริสาโร เจ้าอาวาสวัดท่าไม้ ได้ชี้แจงว่า ไม่ใช่การลาออก แต่เป็นการลาพักจากเจ้าอาวาส เนื่องจากปัญหาสุขภาพ และก็เพิ่งตัดถุงน้ำดีมา ซึ่งหมอบอกว่าต้องพัก แล้วจะให้รองเจ้าอาวาสขึ้นมาดูแลงานแทน ซึ่งก็ยังอยู่วัดเหมือนเดิม

เมื่อถามว่า ในจดหมายระบุมีการทะเลาะกันของ 2 ฝ่าย พระครูปลัดอุเทน เผยว่า ลูกศิษย์ในวัดมีเยอะ ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เป็นเรื่องของการปฏิบัติ ซึ่งศิษย์ส่วนใหญ่จะฟังแต่อาตมา โดยไม่ฟังอาจารย์ที่คุมกรรมฐาน เพราะเราไม่ได้ให้อำนาจเขา ก็เลยต้องหาวิธีมอบอำนาจ ให้เขาคุมได้ ยืนยันไม่ได้เบื่อความขัดแย้งจนต้องสึก

พระครูปลัดอุเทน เผยด้วยว่า จากนี้ช่วงประมาณวันที่ 4-5 ก.พ. จะได้เดินทางไปเยี่ยมโยมแม่บุญธรรม ที่สหรัฐฯ ซึ่งได้รับบาดเจ็บหลังหัก จากการตกม้า จากนั้นจะรีบกลับมาเพราะจะมีงานตรุษจีน แล้วเดือนมีนาคม จะพาคณะประมาณ 100 คน ไปสวดมนต์ที่อินเดีย

เมื่อถามว่า จะพักงานมากน้อยแค่ไหน พระครูปลัดอุเทน เผยว่า ประมาณครึ่งปีน่าจะหาย โดยตั้งใจว่าจะฝึกกรรมฐานให้มากขึ้นกว่าเดิม และจะเน้นสอนกรรมฐานให้เยอะขึ้น

"วันนี้เหมือนประชาธิปไตย ฉันเป็นเจ้าอาวาสมา 8 ปี เหมือนนั่งมา 2 สมัย ควรจะให้คนมีความรู้มาบริหาร คือฉันคิดเหมือนฉันเป็นนักการเมือง คือเหมือนกับหัวหน้ารัฐบาลนั่งมา 2 สมัย ไม่ควรนั่งต่อ ควรให้คนยุคใหม่มาแชร์ไอเดีย เข้ามาบริหารจะได้เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง ฉันคิดว่าฉันเป็นเจ้าอาวาสมานาน ไม่งั้นเราจะกลายเป็นอีโก้มาก ยึดติดมาก ฉันก็เลยใช้วิธีนี้เลย แบบสากลเลย" พระครูปลัดอุเทน กล่าว



*************************


เรื่องโดย : ไทยรัฐออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ





วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

นะชาลีติ เรืองรุ่งเจริญศรี ไม่มีอับจน!!


พระสีวลี คือ พระอรหันต์ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายมักนิยมบูชาด้วยความศรัทธา โดยแฝงนัยแห่งความเชื่อที่ว่า เป็นผู้บันดาลลาภผลและความสมบูรณ์พูนสุข แม้เพียงเอ่ยพระนามหรือภาวนาพระคาถา โดยน้อมจิตรำลึกถึงองค์ท่านด้วยความเลื่อมใส “ลาภสักการะ” ก็จะไหลมาเทมาสู่บุคคลผู้นั้น ราวกับสายน้ำที่อุดมไปด้วยความสุขสมทั้งกาย จิต และเงินทอง

โดยตำนานในสมัยพุทธกาลเคยกล่าวไว้ว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทรงรับรอง พระสีวลี ว่า “เป็นผู้มีบุญมาก เทวดารัก” ดังความในพระไตรปิฎกที่ระบุว่า ...สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จำนวน 500 รูปไปเยี่ยมพระเรวตะ ผู้เป็นน้องชายของพระสารีบุตรเถระ ซึ่งจำพรรษาอยู่ ณ ป่าไม้ตะเคียน เมื่อเสด็จมาถึงทาง 2 แพร่ง พระอานนท์เถระได้กราบทูลสภาพหนทางว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเสด็จไปทางอ้อม ระยะทางไกล 60 โยชน์ มีประชาชนอยู่อาศัยมาก พระภิกษุไม่ลำบากด้วยภิกขาจาร แต่ถ้าเสด็จไปทางลัดระยะทางประมาณ 30 โยชน์ ไม่มีประชาชนอยู่อาศัย มีสภาพเป็นป่าใหญ่ มีแต่อมนุษย์อยู่อาศัย พระภิกษุสงฆ์จะลำบากด้วยภิกขาจาร”

พระพุทธองค์ จึงตรัสถามว่า “ดูก่อนอานนท์ พระสีวลีมากับเราด้วยหรือไม่?”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเสวลีมากับเราด้วย พระเจ้าข้า” พระอานนท์เถระได้กราบทูลตอบ

พระพุทธองค์ จึงตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ถ้าอย่างนั้นก็จงไปทางลัด ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลด้วยอาหารบิณฑบาต เพราะเทวดาทั้งหลายที่สิงสถิตอยู่ในป่าระหว่างทาง จะจัดสถานที่พักและอาหารบิณฑบาตไว้ถวายพระสีวลี ผู้เป็นที่เคารพนับถือของพวกตน เราทั้งหลายก็จะได้อาศัยบุญของพระสีวลี นั้นด้วย”

ดังนั้น พระสีวลีเถระ จึงถือเป็นพระอรหันต์ที่ได้รับการเป็นเอตทัคคะผู้เลิศในทาง ผู้มีลาภมาก ส่งผลให้เกิดความเชื่อความศรัทธาในหมู่พุทธศาสนิกชนว่า หากบุคคลใดบูชา พระสีวลี บุคคลนั้นจะมั่งมี โชคดี ดวงดี เงินทองไหลมาเทมา


นะชาลีติ หรือ คาภาหัวใจพระสีวลี คือ อักขระศักดิ์สิทธิ์ที่พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษหลายท่านนิยมอัญเชิญมากำกับลงไว้ ณ วัตถุมงคล เพื่อความประเสริฐแห่งลาภผลของบุคคลที่บูชา ทั้งยังแฝงอุปเท่ห์แห่งเส้นทางสู่เจริญรุ่งเรือง โดยหากประพฤติอย่างต่อเนื่องจะไม่มีวันที่อับจน ซึ่ง “คาภาหัวใจพระสีวลี” นั้น มีใจความสำคัญที่แฝงเอาไว้ว่า

นะ หมายถึง นอบน้อม มีสัมมาคาราวะ
ชา หมายถึง ขวนขวายเรื่องการงาน
ลี หมายถึง ไม่นอนมาก ไม่นอนดึก ไม่ตื่นสาย
ติ หมายถึง ว่าโดยทั้งหมด

กล่าวโดยสรุปว่า หากเราเป็นผู้ที่มีความนอบน้อม มีสัมมาคาราวะ ขวนขวายอย่างจริงจัง มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ไม่เป็นผู้ที่นิยมสะสมความเกียจคร้าน มีกุศลจิตในการประกอบกิจการ ชีวิตก็จะพบพานแต่ความเจริญรุ่งเรือง


*************************


เรื่อง/เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ