วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พระนารายณ์ทรงครุฑ ประทับยืนบนพระราหู ตำรับเจ้าคุณธงชัย


พุทธคุณแห่ง พระราหูอมจันทร์ กะลาตาเดียว หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง ต.ห้วยตะโก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เชื่อกันว่า ช่วยป้องกันภัยต่างๆ เมื่อยามดวงชะตาตก กะลาพระราหู หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทองจะช่วยแก้ ช่วยพยุงให้ดวงชะตาดีขึ้นดังเดิม ผู้ได้ใช้พระราหูแกะจากกะลา เชื่อกันว่า ช่วยป้องกันภัยต่างๆ เมื่อยามดวงชะตาตก กะลาพระราหู จะช่วยแก้ ช่วยพยุงให้ดวงชะตาดีขึ้นดังเดิม เรื่องคนชัง ให้กลับมารักชอบนั้นได้ผลแน่ รวมทั้งเรื่องเมตตา โภคทรัพย์ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอาจารย์ใดๆ เช่นกัน

ปัจจุบันมีการสร้างพระราหูออกมาหลายสำนัก แต่ที่มีชื่อและเป็นที่นิยมอันดับต้นๆ ต้องยกให้ พระนารายณ์ทรงครุฑประทับยืนบนพระราหู ที่ เจ้าคุณธงชัย ประธานมูลนิธิร่มฉัตร วัดไตรมิตร เขตสัมพันธวงศ์ กทม. ออกเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๘ ด้านหน้าประกอบด้วย พระนารายณ์ทรงครุฑ เป็นมหาอำนาจ ประทับพระราหู ด้านบนเป็นรูปเศียรพญานาค ๙ เศียร อัน หมายถึง พระเสาร์เทวา ซึ่งเป็นพระเคราะห์คู่มิตรกับพระราหู ที่แปรเปลี่ยนกลับร้ายกลายเป็นดี ด้วยมีอำนาจแห่งพระนารายณ์ สยบกำลังร้ายของพระราหูช่วยเกื้อหนุนดวงชะตาชีวิต

ด้านหลัง ประกอบด้วย ดวงเมืองกรุงเทพมหานครอยู่ด้านบน ด้านล่างซ้ายขวา คือ ยันต์จันทรประภาและสุริยประภา หรือ สุริยัน-จันทรา ซึ่งเป็นยอดแห่งพญายันต์ที่ให้คุณทางด้านโชคลาภ

เหรียญรุ่นนี้สร้างตามตำราโบราณ ซึ่งได้มีการสร้างขึ้นในสถานที่สำคัญของบ้านเมืองหลายแห่งในอดีตดังเช่น หน้าบัน พระอุโบสถวัด หน้าพระเมรุ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ และมิถูกข้าศึกเผาทำลาย ด้วยเชื่อกันว่าเป็นด้วยฤทธิ์อำนาจแห่งพระนารายณ์ทรงครุฑ ประทับพระราหูซึ่งประดิษฐานอยู่ที่หน้าบัน ในทางโหราศาสตร์ ที่ได้กล่าวถึงตำนานเทวดานพเคราะห์ได้รจนา ให้ความหมายเชิงปรัชญา กล่าวว่า พระราหูนั้นมีฤทธิ์มากเป็นอมตะไม่มีวันตาย แต่ต้องพ่ายแพ้และเกรงกลัวต่อำนาจแห่งพระนารายณ์ ผู้ทรงใช้จักรตัดคอของพระราหูจนขาดสองท่อน

ดังนั้น พระราหูจึงเกรงกลัวอำนาจแห่งพระนารายณ์ ตำราโหรศาสตร์ ได้กล่าวอีกว่า พระราหูมีอิทธิพลต่อดวงชะตาชีวิตมนุษย์ทุกคน ราหูมีทั้งให้คุณและให้โทษ หากราหูให้คุณ อาจทำให้บุคคลนั้น ร่ำรวย เงินทองมีอำนาจและเป็นใหญ่ หากราหูให้โทษหรือไม่ถูกโฉลกกับดวงชะตาแล้ว อาจประสบพบกับความลำบากยากเข็ญ ประสบปัญหาต่างๆ อย่างคาดไม่ถึง แม้กระทั่งชีวิต และราหูนี้ให้คุณให้โทษเร็วและแรงฉับพลันทันที ในดวงชะตาชีวิตของทุกคน หลีกหนีราหูไม่พ้น เพราะว่าราหูจะโคจรเปลี่ยนราศีทุกปีครึ่ง

พระนารายณ์ทรงครุฑประทับพระราหูจึงมีเหตุที่มา ต้องตรงตามคัมภีร์กาลจักรศาสตร์ เพื่อสยบอำนาจร้ายของพระราหูมิให้มากระทบ แก่ดวงชะตาชีวิต ผ่อนหนักเป็นเบา บรรเทาโทษร้ายตามหลักของโหราศาสตร์ นับเป็นครั้งแรก รุ่นแรกที่ได้มีการออกแบบสร้างมงคลวัตถุด้วยรูปแบบตามหลักโหราศาสตร์ เพื่อแก้ไขอำนาจร้ายแห่งดวงดาว คือ พระราหูและพระเสาร์ มีการประกอบพิธีมังคลาภิเษกด้วยอำนาจแห่งพระพุทธมนต์ พระปริตร คาถามหาราช มีการบวงสรวงเทวดานพเคราะห์ตามพิธีกรรมโบราณ ณ อุโบสถ วัดไตรมิตรฯ

*************************

เรื่องโดย : คมชัดลึกออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ



ร่วมบุญสร้างโบสถ์ สำนักสงฆ์ถ้ำเขาน้อย

สำนักสงฆ์ถ้ำเขาน้อย ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาน้อย หมู่ ๔ ต.ถ้ำรงค์ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี อาณาบริเวณที่ประมาณ ๒๕ ไร่ ได้ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ ทั้งนี้ หลวงพ่อสุข สนฺติโก เดิมเป็นคนจังหวัดสมุทรสงคราม ได้บวชที่นั่น แล้วท่านได้เดินธุดงค์มาปักกลดนั่งวิปัสสนาบริเวณเขาน้อย แล้วเกิดนิมิตเห็นว่าในบริเวณเขาน้อยมีถ้ำอยู่ข้างใน

ขณะนั้นมีหินมาปิดปากถ้ำอยู่ หลวงพ่อสุขจึงบอกให้ญาติโยมมาช่วยเอาหินที่ปิดปากถ้ำออก จึงเห็นว่ามีถ้ำอยู่ในนั้นจริง โดยถ้ำมีลักษณะเหมือนกระโจม เป็นถ้ำมหาอุด มีทางเข้าทางเดียวไม่มีทางออกทางอื่น มีความสงบเงียบ ท่านจึงเห็นว่าเหมาะสมที่จะนั่งสมาธิวิปัสสนา จึงได้มาพักจำพรรษาอยู่ในถ้ำนี้ ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกว่า “สำนักสงฆ์ถ้ำเขาน้อย” ปัจจุบันมี พระอาจารย์อรรณพ กนฺตสีโล หรือ “พระอาจารย์เล็ก” เป็นเจ้าสำนัก



ในการก่อสร้างสำนักสงฆ์ถ้ำเขาน้อย พระอรรณพตั้งใจจะให้เป็น ๑.สถานที่นั่งวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้พุทธศาสนิกชนในบริเวณใกล้พุทธศาสนสถาน และต่างจังหวัด เพื่อฝึกสมาธิ และ ๒.เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของพุทธศาสนิกชนในบริเวณใกล้พุทธศาสนสถาน และจังหวัดใกล้เคียง

ทั้งนี้ตั้งแต่เป็นเจ้าสำนัก พระอาจารย์อรรณพได้ดำเนินการก่อสร้างศาสนสถาดังนี้ 

๑.บูรณปฏิสังขรณ์ศาลาปฏิบัติธรรมหลังเดิมที่มีแต่โครงสร้าง เมื่อปลายพ.ศ.๒๕๓๙ 
๒.สร้างหอระฆัง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ 
๓.สร้างกุฏิบริเวณเชิงเขาน้อย ๕ กุฏิ และบูรณปฏิสังขรณ์ภายในถ้ำเขาน้อย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๑-๒๕๔๓ ๔.สร้างศาลาท่าน้ำ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๔ ๕.สร้างโรงครัว เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๔๖
๖.สร้างห้องน้ำชาย-หญิง จำนวน ๑๐ ห้อง, สร้างเตาเผาขยะ, ล้อมรั้วอาณาเขตสำนักสงฆ์, ถมดิน, ปลูกต้นไม้, ทำถนนเข้าสำนักสงฆ์, ลอกคลองบริเวณสำนักสงฆ์, เต้าเสาเดินสายไฟฟ้าเข้าสำนักสงฆ์, ซื้อที่ดิน ๑๒ ไร่ จากเดิมที่มีแต่บริเวณเชิงเขาน้อย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗-๒๕๔๘ 
๗.สร้างวิหารพระสังกัจจายน์, สร้างมณฑปท้าวอัฏฐพรหม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘-๒๕๔๙ 
๘.ซื้อที่ดินประมาณ ๑๑ ไร่ เพื่อสร้างสถานวิปัสสนา, ล้อมรั้ว, ถมดิน, ปลูกต้นไม้ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐ 
๙.สร้างกุฏิ ๓ ห้อง ๑ หลัง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๑ และ๑๐.สร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กบริเวณสำนักสงฆ์, สร้างวนอุทยานเจ้าเงาะ, บูรณะบันไดคอนกรีตขึ้นศาลาปฏิบัติธรรม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒

อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางสำนักสงฆ์ถ้ำเขาน้อยมีโครงการจัดสร้างโบสถ์ พระอาจารย์เล็กจึงจัดสร้าง ตะกรุดหัวกะโหลกทองคำ รุ่น “ทรัพย์มั่งคั่ง” โดยจัดสร้างเพื่อเป็นสิ่งเตือนใจ เตือนตน เตือนคนทั้งหลายให้เข้าถึงสัจธรรมชีวิต รวมทั้งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวส่วนบุคคลที่จะนำไปใช้ในด้านใดด้านหนึ่ง โดยพระอาจารย์เล็กได้เสกเป่าลงอักขระยันต์ และพระคาถาครอบจักรวาล บรรจุแผ่นยันต์ในตะกรุดด้วยตัวท่านเองทุกดอก พร้อมอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยวอย่างเข้มขลังเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๖

สำหรับปัจจัยที่ได้จากการเช่าบูชา พระอาจารย์เล็กจะนำไปสมทบทุนสร้างอุโบสถวัดถ้ำเขาน้อย ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญได้ที่ สำนักสงฆ์ถ้ำเขาน้อย โทร.๐๘-๕๒๙๗-๓๕๘๕ และ ๐๘-๙๖๘๒-๖๖๖๕

*************************

เรื่องโดย : คมชัดลึกออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ



"ผ้าขี้ริ้วห่อทอง" หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท เป็นศิษย์รุ่นหลังของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านได้มีโอกาสกราบหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรก เมื่อบวชได้ ๓ พรรษาเท่านั้น ประสบการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงตอกย้ำศรัทธาของท่านให้มั่นคงในการปฏิบัติเท่านั้น หากยังพบคำตอบในการเจริญกรรมฐาน จนมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

หลวงปู่เจี๊ยะ หรือ "ผ้าขี้ริ้วห่อทอง" ของหลวงปู่มั่นนั้น เป็นพระที่มีกิริยาอาการไม่เหมือนใคร อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ ขยับเนื้อขยับตัวอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังชอบพูดจาโผงผาง ส่งเสียงเอะอะ ดูอาการภายนอกแล้วก็ไม่สู้เรียบร้อย มีเรื่องเล่าว่าคราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ไปสวดในงานแต่งงาน เมื่อถึงบ้านเจ้าภาพ แทนที่จะขึ้นบันไดตามปกติ ท่านกลับโหนตัวขึ้นทางลูกกรง พอนั่งเสร็จ ท่านก็ถามเจ้าภาพว่า "จะสวดหรือไม่สวดล่ะ เอ้า ประเคนกินกันเลย"

เวลาไปบิณฑบาต พอถึงบ้านญาติโยมที่คุ้นเคย ท่านถือวิสาสะเดินเข้าไปในบ้านเลย แล้วพูดกับเจ้าของบ้านว่า “เฮ้ย ชงกาแฟถ้วยซิ” ระหว่างที่จิบกาแฟก็นั่งไขว่ห้างกระดิกเท้า สูบบุหรี่ วันไหนอยากฉันอะไรก็พูดว่า “เฮ้ย ตำน้ำพริกกุ้งแห้งเกลือให้กูหน่อย”

วันหนึ่งท่านขาเจ็บ ต้องนั่งรถไปบิณฑบาต พอถึงบ้านศิษย์ที่ใกล้ชิด ท่านก็สั่งทันที "เอ้า เอาข้าวมาให้กูกิน" ว่าแล้วก็ตั้งบาตรแล้วนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ พอลูกศิษย์ทัก ท่านก็ว่า "ขากูเจ็บนี่หว่า" ลูกศิษย์จึงว่า "ท่านอาจารย์ไม่ต้องมาบิณฑบาตเลย นอนอยู่เฉย ๆ เลย จะจัดไปถวายที่วัดเอง" "ไม่ได้เดี๋ยวเขาจะด่า หาว่าขี้เกียจบิณฑบาต" ท่านตอบ ลูกศิษย์จึงพูดต่อหน้าท่านว่า "นั่นล่ะ เขาจะด่าหนักล่ะไปอย่างนั้น" ท่านฟังแล้วก็ไม่ได้เคืองศิษย์แต่อย่างใด

ท่านจะไปไหนมาไหน ไม่มีพิธีรีตองมาก เรียกว่าไปง่ายมาง่าย พาหนะที่ท่านใช้เดินทางไปกรุงเทพ ฯ เป็นประจำ หาใช่รถยนต์ไม่ แต่เป็นรถสิบล้อ เวลาจะเดินทาง พร้อมเมื่อใดท่านก็ออกไปโบกรถทันที รถคันไหนที่ท่านหมายตาไว้ เป็นต้องจอดทุกคัน เพราะท่านไม่ได้โบกริมถนน แต่ยืนโบกกลางถนนเลย บางครั้งท่านรีบมาก คว้าจีวรคว้าย่ามได้ก็ออกจากวัดเลย แล้วค่อยห่มจีวรขณะที่ยืนโบกอยู่กลางถนน บางทีไม่ได้โบกเฉย ๆ ยกเท้าโบกด้วย ลูกศิษย์เล่าว่าคราวหนึ่งมารอรับท่านที่กรุงเทพ ฯ เห็นท่านนั่งอยู่บนหลังคารถสิบล้อ พร้อมกับตะโกนว่า "หนาวโว้ย ๆ ...หนาว" ท่านว่าข้างล่างนั้นมีคนเต็ม มีผู้หญิงมาด้วย ท่านจึงขึ้นมานั่งบนหลังคา

ท่านเป็นพระที่ไม่ถือเนื้อถือตัว พระอาจารย์วัน อุตตโม ซึ่งเป็นวิปัสสนาจารย์ชื่อดังภาคอีสาน เล่าว่า เคยได้รับนิมนต์ไปฉันในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ระหว่างที่ฉันอยู่บนปะรำพิธี ก็สังเกตเห็นหลวงปู่เจี๊ยะนั่งฉันปะปนกับพระหนุ่มเณรน้อยด้านล่าง หลวงปู่เจี๊ยะนั้นเป็นพระที่พระอาจารย์วันเคารพมาก พอฉันเสร็จจึงมาขอขมาต่อหลวงปู่เจี๊ยะว่า "ครูอาจารย์ เกล้า ฯ ขอขมาที่นั่งสูงกว่า" พระเณรทั้งหลายตกใจกันใหญ่เพราะคิดว่าหลวงปู่เจี๊ยะเป็นพระหลวงตาธรรมดา ๆ

อีกคราวหนึ่งพระอาจารย์วันไปงานฉลองพระที่จังหวัดขอนแก่น ท่านได้รับนิมนต์ให้นั่งบนแท่นใหญ่ในพิธี พอเห็นหลวงปู่เจี๊ยะนั่งข้างล่าง ท่านก็รีบกระโดดลงมาขอขมาหลวงปู่ หลวงปู่ตอบว่า "วัน...ไป ๆ ไม่เป็นไร"


คนส่วนใหญ่มองเห็นหลวงปู่เจี๊ยะว่าเป็นพระหลวงตาธรรมดา ๆ อาจจะนึกดูหมิ่นหรือค่อนแคะอยู่ในใจด้วยก็ได้ที่เห็นอากัปกิริยาของท่านไม่เรียบร้อย แต่เขาเหล่านั้นหารู้ไม่ว่าหลวงปู่เจี๊ยะเป็นที่นับถือของพระอาจารย์องค์สำคัญ ๆ สายหลวงปู่มั่น ท่านเหล่านี้มาเยี่ยมและกราบคารวะท่านสม่ำเสมอ เช่น หลวงปู่หลุย หลวงปู่ชอบ หลวงปู่สาม หลวงปู่ตื้อ หลวงตามหาบัว หลวงพ่อพุธ และพระอาจารย์สิงห์ทองเป็นต้น

แม้ว่าท่านจะเป็นคนโผงผาง เอะอะตึงตังอยู่เสมอ แต่ท่านนอบน้อมในธรรมยิ่งนัก บางคราวขณะที่กำลังคุยกับพระเณร ส่งเสียงดัง หรือมีเสียง เฮ ๆ เป็นระยะ ๆ แต่ทันทีที่มีพระเณร ผู้ใหญ่หรือเด็ก พูดเรื่องธรรมะ ท่านจะนิ่งฟัง แสดงความเคารพในธรรม จนศิษย์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า "กิริยาในธรรมกับกิริยาในโลกของท่านต่างกันนัก"

หลวงปู่จันทา ถาวโร เคยถามหลวงปู่เจี๊ยะว่า กิริยาอาการของหลวงปู่เป็นอย่างนี้ ท่านไม่กลัวคนตำหนิบ้างหรือ ท่านตอบว่า "อันว่ากิริยาภายนอกนั้นจะเป็นอย่างใดก็ตามเถอะ แต่ถ้าหากเรามุ่งมั่นปั้นใจจนเที่ยงดี ก็ยังดีกว่าคนที่กิริยางามแต่ใจไม่เที่ยง เพราะนิสัยวาสนาคนเรามันไม่เหมือนกัน เขาก็ยังมีคำพูดอยู่มิใช่หรือว่า แข่งอะไรก็แข่งได้ แต่แข่งวาสนาแข่งกันไม่ได้ เราจึงไม่ไปแข่งวาสนากับใคร เราเป็นอย่างนี้จึงพอใจอย่างนี้ เพราะนิสัยวาสนาเป็นมาอย่างนี้"

ในยุคที่ผู้คนติดยึดอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอก และตัดสินคนจากสิ่งที่เห็นด้วยตานั้น หลวงปู่เจี๊ยะได้เตือนใจให้เราตระหนักว่าสิ่งสำคัญกว่า คือ คุณธรรมภายใน หากเราไม่หลงเข้าใจว่าเปลือกเป็นแก่นแล้ว ก็ย่อมเรียนรู้สิ่งดี ๆ ได้มากมายจากหลวงปู่เจี๊ยะ น่าเสียดายก็ตรงที่ท่านได้ละสังขารไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ คงเหลือแต่เรื่องราวมากมายที่สอนใจเราและอนุชนรุ่นหลัง

************************

เรียบเรียงโดย : ทีมงานมงคลพระ