วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วัดบวรฯ จัดทำล็อกเก็ต ที่ระลึกงานพระศพ สมเด็จสังฆราชฯ

วันที่ 30 ต.ค. 2556 พระโสภณคณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพิธีบำเพ็ญกุศลพระศพสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมี สมเด็จพระวันรัต เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้มีการจัดสร้าง ล็อกเก็ต ที่ระลึกในพิธีบำเพ็ญกุศลพระศพ เป็น 2 แบบ ได้แก่ แบบ 4 สี และ แบบซีเปีย (สีน้ำตาล) โดยมอบหมายให้อาตมาดูเรื่องการออกแบบทั้งหมด ซึ่งในเบื้องต้นมีแนวคิดว่าจะทำล็อกเก็ตเป็นรูปทรงไข่ด้านในมีพระรูปสมเด็จพระสังฆราช โดยแบบ 4 สีจะมองเห็นด้วยตาโดดเด่นชัดเจนนั้น ขณะนี้ได้เชิญ เจ้าหน้าที่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร มาพูดคุยเพื่อนำแนวคิดดังกล่าวไปออกแบบ ส่วนแบบซีเปีย (สีน้ำตาล) นั้นมอบหมายให้ พระธีระพันธ์ (ธีรโพธิ ภิกขุ) ซึ่งเป็นผู้เขียนภาพสีน้ำมันในหนังสือพระนิพนธ์จิตตนคร เป็นผู้ออกแบบล็อกเก็ตพระรูปสมเด็จพระสังฆราช อย่างไรก็ตามสำหรับจำนวนการจัดทำล็อกเก็ตนั้นยังไม่ได้มีการสรุปชัดเจน

พระธีระพันธ์ (ธีระโพธิ ภิกขุ) กล่าวว่า ขณะนี้กำลังร่างรูปแบบของล็อกเก็ตแบบซีเปีย เบื้องต้นมีแนวคิดจัดทำเป็นลายเส้นที่เป็นสีซีเปีย คล้ายๆ กับล็อกเก็ตสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทำจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งคาดว่าการออกแบบจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 วัน จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการพิธีบำเพ็ญกุศลพระศพสมเด็จพระสังฆราชพิจารณารูปแบบของล็อกเก็ต

วันเดียวกันที่ ตำหนักเพ็ชร ในการจัดพระราชพิธีบำเพ็ญพระกุศลพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มี ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ เป็นประธานในพระพิธีธรรมรับพระราชทานฉันเช้า พระภิกษุ จากวัดระฆังโฆษิตาราม จากนั้น พลตรีหม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคคล เป็นประธานในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ และพระพิธีธรรมรับพระราชทานฉันเพลจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษ์ สำหรับการจัดพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพในวันนี้ ถือเป็นการเริ่มพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร 7 วัน ในการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งตลอดช่วงเช้าที่ตำหนักเพ็ชร ได้มีประชาชนมาเข้าแถวรอสักการะพระศพสมเด็จพระสังฆราชเนืองแน่น แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวก็ตาม ทั้งนี้ ภายในวัดได้มีการจัดรถแพทย์ฉุกเฉิน และจัดนักเรียน โรงเรียนในพระสังฆราชูปถัมภ์คอยอำนวยความสะดวกแจกน้ำให้กับประชาชนที่รอเข้าแถว

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า ตลอด 6 วันที่ผ่านมาได้มีประชาชนมาเดินทางมาสักการะพระศพแล้วกว่า 1 แสนคน ซึ่งขณะนี้เปิดให้ประชาชนได้เข้าสักการะ 3 ช่วง คือ 

- ช่วงเช้าหลังเสร็จพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรม ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ไปจนถึงเวลา 10.30 น. 
- ช่วงบ่าย ตั้งแต่เวลา 12.30 น. ไปจนถึง เวลา 17.00 น. 
- หลังเสร็จพระพิธีธรรม ตั้งแต่เวลา 20.00-21.00 น

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ องค์ดาไลลามะ ได้ส่งสาส์นธรรมสังเวชผ่านเว็บไซต์ http://www.dalailama.com/ แสดงความเสียพระทัยเมื่อทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก มีใจความดังนี้ "สหายทางจิตวิญญาณที่รักทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจต่อการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ในระยะเวลาอันสั้นหลังงานฉลองพระชนมายุ 100 พรรษา ในระหว่างที่ข้าพเจ้าสวดภาวนาอุทิศถวายแด่สมเด็จพระสังฆราช ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจมายังมหาเถรสมาคม และศิษยานุศิษย์นับหลายล้านคนของพระองค์ทั้งในประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก การจากไปของสมเด็จพระญาณสังวรฯ นั้น เราทั้งหลายได้สูญเสีย สหายทางธรรมอันวิเศษ


พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวต่อไปว่า องค์ดาไลลามะ ยังได้กล่าวไว้อีกว่า เมื่อหลายปีมาแล้ว ข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ และได้รู้สึกเคารพนับถือและชื่นชมอย่างสุดซึ้งต่อวิถีทางที่พระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบที่มีต่อพระศาสนาได้สมบูรณ์ยิ่งตลอดพระชนม์ชีพอันยาวนานและมีความหมายยิ่งนั้น สมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้ทรงอุทิศพระองค์ในการสร้างคุณประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างทั่วถึงตลอดมา องค์ดาไลลามะได้ทรงชี้แนะอีกว่า ในเวลาเช่นนี้พวกเราอาจรู้สึกถึงความสูญเสีย แต่ การอุทิศถวายที่ดีที่สุดนั้น คือ การทำอะไรก็ตามตามกำลังความสามารถ เพื่อพัฒนาสันติภาพและปัญญา อย่างเช่นที่ สมเด็จพระสังฆราชได้เคยทรงปฏิบัติสืบมา และพระองค์หวังว่าจะได้ส่งผู้แทนพระองค์มาสวดภาวนา และแสดงความอาลัยต่อประชาชนชาวไทย เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความเคารพนับถือ

ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กล่าวอีกว่า ชาวพุทธและองค์กรพระพุทธศาสนาจากประเทศต่างๆ ได้ส่งสาส์นแสดงความอาลัยมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ 

- พุทธสมาคมประเทศสเปน 
- องค์การพระพุทธศาสนาอินเดีย 
- สมาคมเถรวาทแห่งเม็กซิโก 
- คณะพระธรรมทูตจากประเทศมาเลเซีย


สำหรับบรรยากาศการถวายสักการะพระศพ มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาสักการะพระศพสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทางวัดบวรนิเวศวิหาร จะพยายามอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอย่างดีที่สุด และฝากถึงประชาชนทุกคนที่จะเดินทางมายังวัด ขอให้แต่งกายสุภาพเรียบร้อย ควรเตรียมร่ม หรือยาติดตัวมาด้วยหากมีโรคประจำตัว เพราะการเข้าถวายสักการะพระศพ ประชาชนต้องเข้าแถวยืนประมาณ 2-3 ชั่วโมง

“ส่วนการเปิดให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ตลอดจนประชาชน ที่ต้องการเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระศพ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักอำนวยการบำเพ็ญกุศลพระศพ ได้ที่ 0-2280-9578 สำหรับหน่วยงานราชการ เอกชน ประชาชน ที่แสดงความจำนงเป็นเจ้าภาพไว้แล้ว แต่ทางวัดบวรฯ ยังไม่ได้ติดต่อกลับ กรุณาติดต่อกลับมายังสำนักอำนวยการบำเพ็ญกุศลพระศพอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทางวัดบวรนิเวศวิหาร ยังคงเปิดให้ประชาชนได้ถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระสังฆราชอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะมีพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ” พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าว

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวว่า สำหรับเครื่องอัฐบริขาร ซึ่งเป็นเครื่องใช้ ของสมเด็จพระสังฆราช ในเบื้องต้น วัดบวรนิเวศวิหาร ได้นำมารวบรวมไว้ที่ ตำหนักคอยท่าปราโมช ในเบื้องต้น ทางวัดบวรนิเวศวิหาร มีแนวความคิด 2 ส่วน คือ 

1.การนำเครื่องอัฐบริขาร ไปจัดแสดงพิพิธภัณฑ์เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร 
2.อาจจะมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อเทิดพระเกียรติ 

อย่างไรก็ตามแนวทางทั้ง 2 ส่วนนี้ จะต้องนำหารือในที่ประชุมคณะกรรมการพิธีบำเพ็ญกุศลพระศพ สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัต รักษาการเจ้าอาวาส เป็นประธาน

ด้าน พระครูสังฆสิทธิกร กรรมการประชาสัมพันธ์ งานบำเพ็ญพระกุศลพระศพ สมเด็จพระญาณสังวรฯ กล่าวว่า สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้เผยแพร่ คำถวายสักการะที่เป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้กล่าวอธิษฐานระหว่าง เข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระสังฆราช มีเนื้อหาดังนี้ “สังขารานัง ขะยัง กัตวา สันตะคามิง นะมามิหัง” เกล้ากระหม่อมขอนอบน้อมนมัสการพระองค์ผู้ดับสิ้นสังขารบรรลุธรรมอันสงบระงับ

นอกจากนี้ ยังได้เผยแพร่ในเฟซบุ๊ก สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เพื่อที่จะให้ประชาชนช่วยกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ได้รับทราบกันทั่วถึงกันมากขึ้นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล สัตตมวาร (ครบ 7 วัน) คณะทูตประจำประเทศไทย จำนวน 32 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี เกาหลี ศรีลังกา ออสเตรเลีย เข้าร่วมถวายสักการะและร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล สัตตมวาร ด้วย


*************************

เรื่องโดย : คมชัดลึกออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ



วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ในหลวง พระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ แด่พระสังฆราช


วันที่ 25 ต.ค.56 เมื่อเวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ร่วมในพิธีด้วย จากนั้นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงผ้าไตรถวายพระศพ ถวายความเคารพพระราชอาสน์

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ วางพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพวงมาลาส่วนพระองค์ ที่หน้าพระโกศพระศพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ 20 รูปสดัปกรณ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชา กระบะมุก ที่หน้าเตียงสวดพระอภิธรรม พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม 1 จบ ทรงกราบพระรูปที่หน้าเครื่องนมัสการ หน้าพระโกศพระศพ ถวายความเคารพพระราชอาสน์ เสด็จพระราชดำเนินกลับ

โดยบรรยากาศที่ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร ตลอดช่วงกลางคืนจนถึงเช้า คณะสงฆ์วัดบวรฯ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกันตกแต่งประดับประดาบริเวณรอบวัด เพื่อไว้อาลัย ต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราช โดยนำผ้าขาวดำผูกกำแพงแก้วรอบวัดบวรฯ ขณะเดียวกันในกุฏิคณะต่างๆ ของวัดบวรฯ มีการตกแต่งทำความสะอาดและจัดเครื่องไว้ทุกข์ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูแด่องค์พระสังฆราชา ส่วนร้านค้าบริเวณรอบวัด พุทธศานิกชนพร้อมใจกันสวมชุดดำ นำภาพพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระสังฆราช มาประดับ บางร้านงดการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงนี้ ทั้งทำความสะอาดบ้านเรือนเตรียมรับงานพระราชพิธีรดน้ำหลวงอาบพระศพขององค์พระประมุขสงฆ์ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่าย

ขณะเดียวกัน ที่บริเวณ ตำหนักเพ็ชร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าหน้าที่กองพิธีสำนักพระราชวัง และคณะสงฆ์วัดบวรฯ ร่วมกันปรับสภาพภูมิทัศน์ ให้สวยงามสมพระเกียรติ เพื่อจัดให้เป็นสถานที่สำหรับการตั้งพระศพของสมเด็จพระสังฆราช โดยบริเวณห้องโถงใหญ่ของตำหนักเพ็ชร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระโกศประดับเกียรติยศแด่สมเด็จพระสังฆราช เป็น พระโกศกุดั่นใหญ่ พร้อมฉัตร 3 ชั้น และเครื่องประกอบเกียรติยศ ทั้งนี้ พระโกศกุดั่นใหญ่ ทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายทรงแปดเหลี่ยม ฝายอดทรงมณฑป ปิดทองล่อง ชาดประดับ กระจกสี สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เดิมจะใช้ในงานพระศพสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เจ้าหน้าที่กองพิธีสำนักพระราชวังตั้งไว้กลางห้อง นอกจากนี้ ยังมีการนำพระพุทธรูประจำพระชนมวาร ตลอดจนทั้งพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระสังฆราช พัดยศประจำตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช มาตั้งไว้หน้าพระโกศ

ขณะที่ ภายในห้องโถงใหญ่ตำหนักเพ็ชร ด้านหลังของพระโกศกุดั่นใหญ่ เจ้าหน้าที่กองพิธีสำนักพระราชวังนำฉากกั้น มาติดตั้งไว้เพื่อกันเป็นพื้นที่สำหรับการสรงน้ำพระศพ โดยนำพระแท่นสำหรับสรงน้ำพระศพมาตั้งไว้กลางห้อง หน้าพระบรมรูปหล่อของรัชกาลที่ 4 และมีภาพพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระสังฆราช เจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ประทับอยู่กลางห้อง นอกจากนี้บริเวณโดยรอบตำหนักเพ็ชรมีการนำเต๊นท์ขนาดใหญ่มาตั้งกว่า 10 เต๊นท์มาติดตั้ง เพื่อรองรับเหล่าศิษยานุศิษย์ ตลอดจนแขกวีไอพีที่จะเดินทางมามาร่วมในงานพระศพที่จะจัดให้มีขึ้น

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า พระราชพิธีในครั้งนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โปรดเกล้าฯให้ กองงานส่วนพระองค์มาทำหน้าที่ดูแลและให้ข้าราชการที่เข้าร่วมในพิธีแต่งเครื่องแบบเต็มยศ ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุด แด่สมเด็จพระสังฆราช

กระทั่งเวลา 12.50 น. ขบวนรถเคลื่อนพระศพสมเด็จพระสังฆราช ได้มาถึงยังวัดบวรฯ โดยขบวนเคลื่อนพระศพ ประกอบด้วย รถนำเสด็จจากกองงานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตามด้วยรถของผู้อัญเชิญพระศพ ตามพิธีการ คือ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรฯ ถัดมาคือ รถพระประเทียบของสมเด็จพระสังฆราช ที่ทรงเคยใช้ปฏิบัติพระศาสนกิจ มีนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี นั่งอัญเชิญพระพุทธรูป ประจำพระชนมวาร สมเด็จพระสังฆราช คือ ปางรำพึง ประดิษฐานมาในรถ ส่วนรถอัญเชิญพระศพของสมเด็จพระสังฆราช เป็นรถของรพ.จุฬาฯ ปิดท้ายขบวนด้วยรถอัญเชิญเครื่องทองน้อย และผ้าไตร ที่มีนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกฯ และนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เป็นผู้อัญเชิญ พร้อมรถของคณะพยาบาลจากโรงพยาบาลจุฬา ที่เคยถวายการรักษา ตามมาส่งพระศพ ถึงยังวัดบวรฯ

ทั้งนี้ เส้นทางการเคลื่อนพระศพ ได้ผ่านถนนราชดำริ เลี้ยวขวา ถนน พระราม 4 ขึ้นทางด่วนหัวลำโพง ลงแยกอุรุพงษ์ ก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเพชรบุรี ผ่านถนนหลานหลวง แยกผ่านฟ้า เลี้ยวขวาแยกป้อมมหากาฬ จนถึงแยกวันชาติ ทุกเส้นทางที่ขบวนรถอัญเชิญพระศพผ่าน ได้มีเหล่าพุทธศาสนิกชนร่วมยืนไว้อาลัย เพื่อส่งเสด็จองค์พระประมุขสงฆ์ผู้มีพระเมตตา และเมื่อขบวนรถเคลื่อนพระศพมาถึงยังวัดบวรฯ มีเหล่าคณะนักเรียนนายร้อยตำรวจ นักเรียนโรงเรียนนายเรือ ยืนตั้งแถวเกียรติยศ รอรับตลอดเส้นทางถนนพระสุเมรุ ตั้งแต่บริเวณแยกวันชาติ ถึงประตูทางเข้าวัดบวรฯ ฝั่งหน้าตำหนักเพ็ชร นอกจากนี้ยังมีเหล่าคณะสงฆ์ แม่ชีวัดบวร รวมทั้งคณะศิษยานุศิษย์ พุทธศาสนิกชน เดินทางมาร่วมเข้าแถวรอรับพระศพ กันอย่างเนืองแน่น ท่ามกลางบรรยากาศอันเศร้าสลด ทั้งนี้ เมื่อรถส่งพระศพของรพ.จุฬาฯ ได้ถึงประตูทางเข้าวัดบวรฯ เหล่าพุทธศาสนนิกชนที่มารอเฝ้ารับพระศพ ต่างพนมมือ พร้อมเปล่งเสียงสาธุ หลายคนถึงกับน้ำตานองหน้าด้วยความเศร้าเสียใจ ต่อการจากไปขององค์พระประมุขสงฆ์ ทั้งนี้ รถส่งพระศพ ได้เคลื่อนถอยหลังเข้ามาภายในวัดบวร โดยมีคณะนายทหารรักษาพระองค์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมคณะสงฆ์วัดบวร และเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ร่วมกันทำหน้าที่อัญเชิญพระศพลงจากรถ แล้วจึงเคลื่อนสู่ห้องโถงตำหนักเพ็ชร เพื่อประกอบพิธีตามประเพณีต่อไป

แหล่งข่าวจากวัดบวรฯ เปิดเผยว่า พระผู้ใหญ่ได้มีการสั่งการให้สำนักงานของวัด และทุกส่วนที่มีการให้เช่าบูชาพระในพื้นที่บริเวณภายในวัด โดยเฉพาะรอบๆ พื้นที่ตำหนักเพ็ชร งดให้เช่าบูชาพระทุกชนิด เนื่องจากเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวาย และการกระทำที่ไม่เหมาะสมในช่วงพิธีบำเพ็ญพระกุศลศพของสมเด็จพระสังฆราช

ด้านสำนักพระราชวังออกประกาศไว้ทุกข์ในพระราชสำนักความว่า เลขาธิการพระราชวัง รับพระบรมราชโองการให้ประกาศว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฒนมหาเถร ) สิ้นพระชนม์เนื่องจากการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต ณ โรงพยาบาลจุฬาฯ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 24 ต.ค.เวลา 19.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ด้วยความเศร้าสลดในพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไว้ทุกข์ในพระราชสำนักจาก 15 วัน เป็น 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค. 2556 ถึงวันที่ 23 พ.ย. 2556 และโปรดเกล้าฯให้ประดิษฐานพระศพไว้ที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรฯ ถวายพระเกียรติยศตามราชประเพณีทุกประการ

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (พระอนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนที่สมเด็จพระสังฆราชจะสิ้นพระชนม์ว่า อาตมาได้นั่งเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชจนพระองค์สิ้นพระชนม์ อาการประชวรของพระองค์ทรุดลงตั้งแต่ช่วงบ่าย อัตราการเต้นของพระหทัยค่อยๆ ลดลง บางครั้งก็หยุดเต้นและกลับมาเริ่มเต้นดังเดิม แต่จากนั้นพระอาการก็ค่อยๆ ทรุดลง ถ้าจำกันได้เวลา 16.30 น. เมื่อวานอยู่ดีๆ ก็เกิดฝนตกหนัก ในช่วงที่พระหทัยพระองค์ค่อยๆ เต้นช้าลงเรื่อยๆ และความดันพระโหลิตค่อยๆ ลดลง พอถึงเวลาประมาณ 19.00 น. พระอาการทรุดหนักและ เวลา 19.19 น. อาตมาได้โพสต์เฟซบุ๊กสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันสวดมนต์และตั้งจิตภาวนาให้พระองค์ และเมื่อถึงเวลา 19.29 น. หันไปมองนาฬิกา พระหทัยของสมเด็จพระสังฆราชก็หยุดเต้น ในช่วงเวลาที่พระอาการของพระองค์อยู่ในขั้นวิกฤติ พระองค์สงบนิ่งเหมือนกับพระองค์ท่านกำลังทรงนั่งพระกรรมฐาน จนถึงวินาทีสุดท้ายที่พระองค์ท่านสิ้นพระชนม์

"พระองค์ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ของอาตมา จึงมีโอกาสได้สนองงานตั้งแต่ยังเป็นเณร เปรียบได้เหมือนเป็นบิดา ที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ยอมรับว่ารู้สึกโศกเศร้ากับความสูญเสียครั้งนี้เป็นปรกติ แต่ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริง ตามหลักพระพุทธศาสนา คือทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง จึงอยากให้พุทธศาสนิกชน มาร่วมถวายพระเกียรติ พระสังฆราชา บูชา โดยให้ยึดพระนามของพระองค์ว่าญาณสังวร มาปฏิบัติในตัวเอง โดยใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนา รวมทั้งนำมรดกธรรมที่พระองค์ได้ปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่าง มาสู่การปฏิบัติ ก็จะถือว่าเป็นการบูชาพระองค์ และจะมีพระองค์อยู่ในดวงใจตลอดไป สำหรับพระราชพิธีบำเพ็ญพระกุศลพระศพ สมเด็จพระสังฆราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทั้งสิ้น 7 วัน ในเบื้องต้นพระโกศที่ได้รับพระราชทาน คือ พระโกศกุดั่นใหญ่"พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าว

พระครูสังฆสิทธิกร หัวหน้าฝ่ายศาสนวิเทศ สำนักเลขานุการสำเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า ในช่วงที่สมเด็จพระสังฆราช ยังทรงพระประชวร พระองค์จะเจริญสมาธิอยู่ตลอดเวลา กระทั่งพระองค์สิ้นพระชนม์ ทางคณะแพทย์ที่ถวายการรักษา จะไม่มีการถวายยาที่มีผลต่อสติของพระองค์ เพราะต้องการให้พระองค์จากไปในขณะที่ยังทรงสามารถเจริญสมาธิได้อยู่ จึงถือได้ว่า พระองค์สิ้นพระชนม์อย่างสงบในระหว่างการเจริญสมาธิ


ตั้ง "สมเด็จพระวันรัต" รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรฯ

เมื่อเวลา 18.30 น.ที่พระอุโบสถวัดบวรฯ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานในการมอบคำสั่งเจ้าคณะภาค1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต) ตั้ง สมเด็จพระวันรัต เป็น รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร โดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 19 ว่า ด้วยการแต่งตั้งรักษาการแทนเจ้าอาวาส ออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 โดยมีพระเถรานุเถระ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และคณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย


*************************

เรื่องโดย : คมชัดลึกออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ




สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เป็นประธาน เปิดเทศกาลองค์พระฯ นครปฐม


พระธรรมปริยัติเวที
เจ้าอาวาส วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครปฐม ประธานจัดงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ประจำปี 2556 เปิดเผยว่า วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร กำหนดจัดงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ในวันเพ็ญกลางเดือน 12 สืบทอดมาเป็นประจำทุกปี สำหรับในปีนี้ตรงกับ วันที่ 14-22 พ.ย.2556 รวม 9 วัน 9 คืน จังหวัดนครปฐม จึงได้กราบอาราธนา สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานในพิธีเปิดงานในวันที่ 14 พ.ย.2556 เวลา 13.00 น. ณ ศาลากองอำนวยการองค์พระปฐมเจดีย์ และมี นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

เทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ จัดเป็นแบบงานวัด คณะสงฆ์เป็นผู้จัดเองแบบประหยัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 ภายในกำแพงแก้วองค์พระปฐมเจดีย์ทั้งชั้นบนและชั้นล่างโดยรอบ เพื่อให้ประชาชนเข้ามาทำบุญ และหาความสำราญกับการชมมหรสพ มีการรับบริจาคสมทบทุนมูลนิธิเพื่อบำรุงองค์พระปฐมเจดีย์ ทางวัดได้เปิดพระวิหารและคดระเบียงทุกแห่งให้ประชาชนเข้านมัสการปิดทอง พระร่วงโรจนฤทธิ์ พระพุทธรูปโบราณประจำวิหาร และชมวัตถุโบราณ เข้าบูชาพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเป็นสิริมงคล เป็นเจ้าภาพผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา อาราธนาพระสงฆ์จำนวน 108 รูป เจริญพระพุทธมนต์ในวิหารหลวงทุกวัน ฟังเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา สร้างระฆังทองแขวนประดับองค์พระปฐมเจดีย์

ทางวัดเชิญชวนให้พ่อค้า แม่ค้า เกษตรกรได้นำสินค้า ผลิตผลทางการเกษตรมาจำหน่าย มีการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และสนับสนุนกิจกรรมหารายได้ช่วยเหลือการกุศลของเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม


*************************

เรื่องโดย : ข่าวสดออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ