วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

จิตรกรรม วัดขุนอินทประมูล เทพชุมนุมถือสมาร์ทโฟน!!


เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณพุทธมณฑลอ่างทอง วัดขุนอินทประมูล อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง มีชาวไทยเชื้อสายจีนใน จ.อ่างทอง และใกล้เคียง เดินทางมาทำบุญไหว้พระ ขอพร และปิดทองฝังลูกนิมิต พร้อมเข้าชม โบสถ์ไฮเทค

สำหรับโบสถ์ไฮเทค วัดขุนอินทประมูล นั้น พระครูวิเศษชัยวัฒน์ รักษาการเจ้าอาวาส ได้จัดสร้างขึ้นเนื่องจากวัดขุนอินฯ ไม่มีโบสถ์มานานกว่า 400 ปีแล้ว โดยมีการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งเครื่องปรับอากาศ บันไดเลื่อน ลิฟต์ พร้อมนำระบบไฮโดรลิกมาใช้ควบคุมอุปกรณ์ เพื่อความสะดวกแก่ญาติโยม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์ ยังมีความพิเศษ เพราะนอกจากจะสวยงามแล้ว ยังเป็นภาพที่แปลกตา เพราะเป็นรูปเทวดาและนางฟ้า สวมใส่เสื้อผ้าและแต่งกายสมัยใหม่ เล่นดนตรีสมัยใหม่ เช่น กีตาร์ แทนที่จะใช้ระนาด และที่สำคัญเหล่าบรรดาเทวดา นางฟ้า ในมือต่างถือ สมาร์ทโฟน รุ่นต่างๆ ทั้ง ไอโฟน ซัมซุง ไม่เว้นแม้แต่ ไอแพด สร้างความแปลกใจให้ผู้เข้าชมยิ่งนัก

พระครูวิเศษชัยวัฒน์ เผยว่า จิตรกรรมฝาผนังเทพชุมนุมที่วาดนั้น เป็นฝีมือของนักศึกษาปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เข้ามาช่วยกัน แต่เป็นความคิดของตนเอง ที่จะสื่อว่า ถ้าวันเวลาผ่านไปจะได้ให้คนรุ่นหลังได้ทราบว่า ในยุคนี้ สมัยนี้ ผู้คนให้ความสำคัญกับเรื่องของการสื่อสารที่เป็นแบบนี้ แต่ถ้าเป็นยุคข้างหน้า ก็จะมีค่านิยมอื่นๆ มาแทน


*************************

เรื่องโดย : ไทยรัฐออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ




วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

"พระถือบันได" หนึ่งเดียวที่ วัดศรีดอนมูล


วัดศรีดอนมูล ตั้งอยู่ ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน เดิมชื่อ วัดพระเจ้าก้นกึ่ง เนื่องจากมีพระพุทธรูปจำนวนมาก และมีสภาพเป็นวัดร้าง จึงมีช้างเข้ามาอาศัยหากินอาหาร และใช้งางัดพระพุทธรูปจนหน้าคว่ำลง ทำให้ฐานพระพุทธรูปยกขึ้นจึงเรียกขานว่า "วัดพระเจ้าก้นกึ่ง" ตามภาษาพื้นเมือง แต่ได้สันนิษฐานว่าสร้างมานานแล้ว ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช ต่อมาภายหลังพม่าเข้ามารุกรานอาณาจักรล้านนาไทย ประชาชนได้อพยพหนีภัยสงคราม วัดจึงถูกทิ้งร้างไว้ ปัจจุบันมี พระครูสิริศีลสังวร หรือ ครูบาน้อย เตชปญฺโญ เป็นเจ้าอาวาส

ครูบาน้อยได้สร้างศาสนสถานภายในวัดศรีดอนมูล ทั้งโบสถ์ วิหาร ศาลา กุฏิ และเจดีย์ ๙ คณาจารย์ เป็นสถาปัตยกรรมล้านนาจากฝีมือสล่าเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำทิพย์ภายในวัดศรีดอนมูล เชื่อกันว่าช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ชะงัด ก่อนนำไปใช้ต้องทำจิตใจให้บริสุทธิ์ มีสมาธิ จึงจักบังเกิดผลต้องตามความประสงค์

ส่วนพระพุทธรูปศักดิ์ภายในวัดมีหลายองค์ แต่มีอยู่องค์ที่แปลกตา คือ พระปรไมยไอศวรปางซ่อนหา ซึ่งมีลักษณะ ถือบันไดไว้ด้านหน้า ประดิษฐานอยู่ในวิหารบริเวณทางเข้าวัด ครูบาน้อย อธิบายให้ฟังว่า พระปรไมยไอศวรปางซ่อนหา เดิมคือท่านเป็นผู้มีทิฐิมานะถือดี เอาตัวเองเป็นใหญ่ไม่ยอมฟังเหตุผลของใคร แม้แต่มาพบพระพุทธองค์ก็ยังไม่ยอมกราบไหว้ เพราะถือว่าตนเองเหนือกว่าพระพุทธองค์ ส่วนพระพุทธองค์ผู้มีบุญบารมีเหนือกว่าพระปรไมยไอศวรในทางธรรม คือ หนึ่งไม่มีสอง แต่พระปรไมยไอศวรก็ยังอยากจะลองดีด้านอิทธิฤทธิ์กับพระพุทธองค์

ดังในรูปจำลองออกมาตอนที่ท้าทายให้พระพุทธองค์ซ่อนตัว ฝ่ายพระปรไมยไอศวรจะเป็นฝ่ายตามหา ซึ่งได้สัญญากับพระพุทธองค์ว่า หากหาท่านไม่พบ พระปรไมยไอศวรจะยอมกราบไหว้พระพุทธองค์ อีกทั้งข้าวของเงินทองอันมากมายอันไม่อาจจะนับได้ก็พร้อมจะถวายแด่ท่านทั้งหมด พระพุทธองค์ได้ยินคำท้าทายจากพระปรไมยไอศวรเช่นนั้น พระพุทธองค์จึงตอบรับคำท้าทายนั้น โดยเนรมิตแปลงกายเป็นตัวไรดำเข้าไปซ่อนอยู่ในมวยผมของพระปรไมยไอศวร

พระปรไมยไอศวรตามหาพระพุทธองค์ไปทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นบนบกหรือใต้น้ำ จนแทบพลิกแผ่นดินหาก็ไม่พบ เมื่อหมดปัญญาจึงอ้อนวอนขอให้พระพุทธองค์ออกมาให้เห็นหน้าแล้วจะยอมกราบไหว้ และทำตามสัญญาที่ให้ไว้ทุกประการ พระพุทธองค์จึงส่งเสียงอันดังกังวานไปทั่วพิภพว่า

“พระปรไมย ท่านเป็นเจ้าใหญ่แห่งเขาไกรลาศอันมีฤทธิ์ เมื่ออยากเห็นเราขอให้ท่านทำบันไดทองคำประกอบด้วยแก้วแล้วพาดจากหน้าผากของท่านจนถึงแผ่นดินเดี๋ยวนี้เถิด เราตถาคตไม่ได้อยู่ที่ไหน แต่อยู่ในขมวนเกล้า (มวยผม) ของท่านนี้แล้ว”

ฝ่ายพระปรไมยไอศวร ผู้ปราศจากซึ่งศีลธรรมได้ยินแล้วก็แปลกใจว่าจะเท็จจริงเพียงใด จึงเนรมิตบันไดทองคำตามรับสั่งแล้วเอาพาดจากหน้าผากของตนเองจรดถึงแผ่นดิน แล้วอัญเชิญพระพุทธองค์อันเป็นบรมครูแก่โลกทั้ง ๓ ออกมาให้ปรากฏ พระพุทธองค์จึงเดินออกมาจากมวยผมแล้วยืนเหยียบยันไดทองคำลงมาโดยปราศจากมลทินจนถึงแผ่นดิน พระอินทร์ พระพรหม พร้อมทั้งเทวดาทั้งหลายไม่อาจนิ่งดูดายได้ยกมือกราบไหว้สาธุการ ฝ่ายพระปรไมยไอศวรก็ก้มลงกราบไหว้พระพุทธองค์ ตั้งแต่นั้นมาพระปรไมยไอศวรจึงถือศีลปฏิบัติธรรม นำข้าวของเงินทองที่สัญญาไว้มาถวายพระพุทธองค์ จนเป็นที่เลื่องลือแก่หมู่ยักษ์มารทั้งหลายที่ได้เห็นพระปรไมยไอศวรกลับตัวกลับใจ ถึงบั้นปลายชีวิตก็ยังมีฤทธานุภาพ

"พระปรไมยไอศวรเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์อันลือชาปรากฏไปทั่วไกรลาศ มีอำนาจวาสนา มีความสามารถขจัดภัยภยันตรายตลอดถึงภูตผีปีศาจ มารร้าย ด้วยอิทธิฤทธิ์ของท่านนานัปการ ผู้คนเชื่อว่าผู้ใดมีไว้บูชาในครอบครัวจะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข ซื้อง่ายขายคล่อง มีโชคลาภ ปราศจากโรคภัยทั้งปวง ด้วยความตั้งจิตอธิษฐานถึงบุญบารมีของท่านก็จะช่วยคุ้มครองปกปักรักษาได้" ครูบาน้อยกล่าวทิ้งท้าย


*************************

เรื่องโดย : คมชัดลึกออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ



วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557

60 ปี กุมารสมบัติ เทพผู้บันดาลทรัพย์ แห่งวัดไผ่ล้อม


ย้อนไปเมื่อราว 60 ปีก่อน พระภิกษุผู้เจริญศีล 3 รูป ได้ออกเดินทางจากจังหวัดนครปฐม เพื่อร่วมประกอบพิธีอุปสมบท ณ จังหวัดสุพรรณบุรี และด้วยการเป็นสหธรรมิกที่ชิดใกล้ การร่วมเดินทางใกล้ไกล จึงเป็นปกติวิสัยของทั้ง 3 ท่าน หากแต่การเดินทางร่วมกันในครั้งนั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แห่ง ตำนาน “เทพมหามงคล”

ภิกษุผู้ครองธรรมที่เดินทางร่วมกันในครานั้น คือ หลวงพ่อล้ง วัดห้วยจระเข้ หลวงพ่อเต้า วัดเกาะวังไทร และ หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม โดยเมื่อครั้งขากลับจากกิจนิมนต์ คณะเดินทาง จาก 3 รูป กลับเพิ่มขึ้นอีก 1 ตน นั่นคือ เทพมหามงคล นามว่า “กุมารสมบัติ”

“ดั่งสวรรค์นำพาฟ้าลิขิต” กิจนิมนต์ที่จังหวัดสุพรรณบุรีในครั้งนั้น ถือเป็นจุดบรรจบ นำพาคู่บุญให้พานพบ หลวงพ่อพูล จึงได้ประสพ “กุมารทองคู่บารมี” กุมารทององค์ใหญ่ เนื้อโลหะสัมฤทธิ์ ขนาดฐานกว้าง 9 นิ้ว และสูงถึง 15 นิ้ว แม้ขนาดและน้ำหนัก อาจจะแลดูคล้ายว่าเป็นปัญหาต่อการขนย้ายในยุคนั้น แต่คู่กันแล้วไม่แคล้วคลาดน้ำหนักและขนาดจึงมิใช่อุปสรรค ด้วยบุญบารมีที่สั่งสมสร้างอุทิศและด้วยจิตวิริยะที่ตั้งมั่น หลวงพ่อพูล จึงสามารถนำกุมารทองคู่บุญของท่าน กลับมาถึงจังหวัดนครปฐมได้โดยสำเร็จ


ครั้นเมื่อถึง วัดไผ่ล้อม ดินแดนแห่งธรรมจังหวัดนครปฐม ซึ่งในขณะนั้นพระเดชพระคุณ หลวงพ่อพูล อัตตรักโข ดำรงตำแหน่งสมภารหนุ่มผู้สร้างความวัฒนา ท่านจึงวิเคราะห์เขตทั่วสีมา จนได้ที่ประทับบูชา และตั้งชื่อกุมารตนนี้ว่า "กุมารสมบัติ"

นับแต่นั้นจวบจนวันนี้ กาลเวลาผ่านนานกว่า 60 ปี หลวงพ่อพูล และกุมารสมบัติคู่บารมี ยังคงบันดาลโภคทรัพย์และความปรีดี ให้กับศิษย์ทั่วแดนดินถิ่นปฐพี พบประสบแต่ความโชคดี และมั่งมีเสมอมา

แม้วันนี้ พระเดชพระคุณ พระมงคลสิทธิการ หลวงพ่อพูล อัตตรักโข สุดยอดพระอมตะเถราจารย์ แห่งวัดไผ่ล้อม ได้ละสังขารสู่แดนนิพพานนานกว่า 9 ปีแล้ว "กุมารสมบัติ" ก็ยังคงเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตของมวลหมู่ศิษย์วัดไผ่ล้อม เคียงคู่สมภารรูปใหม่ใจเมตตา ที่มีนามว่า "หลวงพี่น้ำฝน"


*************************

เรื่องโดย : เต้ มงคลพระ
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ