วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พญายมราช เทพเจ้าผู้เป็นใหญ่แห่งยมโลก


ตามความเชื่อในเทวตำนานยุคต้น พระยม หรือ พญายมราช คือ ท้าวจตุโลกบาลแห่งทิศทักษิณ กล่าวไว้ว่ามีลักษณะใบหน้าดุดัน พระวรกายสีแดง ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ มีอิทธิฤิทธิ์ยิ่งนัก ทำหน้าที่พิพากษาและปกครองดวงวิญญาณทั้งหลายในนรกภูมิ โดยมีบริวารคือ ยมฑูต หรือ นายนิรยบาล มีหน้าที่นำวิญญาณทั้งหลายไปยังสำนักพญายม และลงโทษแก่ดวงวิญญาณในนรก

ในตำนานความเชื่อของทุกชาติพันธุ์ภาษา ทุกวัฒนธรรมทั่วโลก ล้วนมีความเชื่อเกี่ยวกับ พญายมราช ทั้งสิ้น ต่างกันเพียงการเรียกพระนามของท่านเท่านั้น ส่วนหน้าที่ อิทธิฤิทธิ์ และอำนาจ โดยมากจะมีความคล้ายคลึงกัน

บางตำนานกล่าวว่า พญายมราช นับเป็นเทวะราชาพระองค์หนึ่ง ทรงมีเทพอาวุธอันทรงอานุภาพเปรียบได้กับอาวุธปรมาณู ซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างสูงสุดเป็นที่เกรงกลัวของทั้งสามภพ นัยตาของพญายมถือเป็นสิ่งที่มีอานุภาพสูง สามารถทำลายล้างสารพัดสรรพสิ่งให้เป็นจุณมหาจุณได้ ดังนั้น พระยม หรือ ท้าวพญายมราช จึงเป็นที่เกรงกลัวของเหล่าภูติผีปีศาจเป็นอย่างยิ่ง


ด้านอานิสงค์ของการบูชา พญายมราช นั้น เชื่อกันว่าภูติผีปีศาจจะไม่กล้าระราน ผู้นั้นจะมีตบะบารมีที่น่าเกรงขาม ใครคิดร้ายด้วยทุจริตมิชอบ อิจฉาตาร้อน จะแพ้ภัยด้วยตัวเขาเอง นอกจากนี้หากหมั่นบูชาพระองค์ท่านเสมอ ท่านว่าจะห่างไกลจากความป่วยไข้ มีอายุยืนนาน แคล้วคลาดจากภัยพิบัติทั้งปวง หากรับราชการหรือทำมาค้าขายด้วยความซื่อตรง ก็จะบังเกิดความสุขความเจริญ ทั้งในชีวิตและหน้าที่การงานยิ่งๆขึ้นไป และตลอดไป

คาถาบูชาพญายม (ท่องนะโม 3 จบ)

ปะโตเมตัง ปะระชีวินัง สุขะโตจุติ จิตะเมตะ นิพพานัง สุขะโตจุติ (3 จบ)


*************************

เรื่องโดย : ทีมข่าวมงคลพระ
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ







วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พระธรรมปัญญาบดี เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ มรณภาพแล้ว สิริอายุ 98 ปี


เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2557 พระธรรมปัญญาบดี (ถาวร ติสฺสานุกโร เจริญพานิช ป.ธ.๔) เจ้าอาวาส วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ได้มรณภาพอย่างสงบ ณ กุฏิที่พัก ต.34 เมื่อเวลา 6.00 น.ด้วยโรคชรา สิริรวมอายุได้ 98 ปี 60 วัน โดยจะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพเวลา 17.00 น. ในวันอังคารที่ 29 ก.ค. ที่ตึกสุขุมาล วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

พระธรรมปัญญาบดี (ถาวร ติสฺสานุกโร เจริญพานิช ป.ธ.๔) มีชื่อเดิมว่า ถาวร นามสกุล เจริญพานิช เกิดวันเสาร์ แรม 11 ค่ำ เดือน 6 ปีมะโรง วันที่ 27 พฤษภาคม 2459 บิดา นายจรัญ เจริญพานิช มารดา นางพุ่ม เจริญพานิช บ้านเลขที่ 5 ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

บรรพชา วันเสาร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเมีย วันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2474 ณ วัดตราชู ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี พระอุปัชฌาย์ พระครูพรหมจริยคุณ วัดแจ้งพรหมนคร ตำบลต้นโพธิ์ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

อุปสมบท วันศุกร์ แรม 1 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2479 ณ วัดตราชู ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

พระอุปัชฌาย์ พระธรรมปิฏก (เผื่อน ติสฺสทตฺโต ป.9) ภายหลังได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพน กรุงเทพมหานคร

พระกรรมวาจาจารย์ พระครูพรหมจริยคุณ (ดี) ภายหลังเป็นพระราชาคณะที่ พระพรหมนคราจารย์ วัดแจ้งพรหมนคร จังหวัดสิงห์บุรี

พระอนุสาวนาจารย์ พระครูปลัดปิฏกวัฑฒน์ (ฟุ้ง ปุณฺณโก ป.3) ภายหลังเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมเสนานี วัดพระเชตุพน กรุงเทพมหานคร

วิทยฐานะ พ.ศ.2473 สำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนวัดตราชู อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

พ.ศ.2476 สอบได้ น.ธ.โท สำนักเรียนวัดพระเชตุพน กรุงเทพมหานคร

พ.ศ.2480 สอบได้ ป.ธ.4 สำนักเรียนวัดพระเชตุพน กรุงเทพมหานคร การศึกษาพิเศษอักษรขอม ลูกคิด

งานปกครอง พ.ศ.2486 เป็นเลขานุการเจ้าคณะแขวงนอกธนบุรี

พ.ศ.2488 เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พ.ศ.2492 เป็นเลขานุการเจ้าคณะกิ่งอำเภอบางกอกใหญ่

พ.ศ.2495 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน

พ.ศ.2507 เป็นผู้ช่วยเจ้าคณะใต้ วัดพระเชตุพน

พ.ศ.2515 เป็นเจ้าคณะแขวงพระบรมมหาราชวัง

พ.ศ.2516 เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2527 เป็นเจ้าคณะใต้ วัดพระเชตุพน

พ.ศ.2528 เป็นรองเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน

พ.ศ.2533 เป็นประธานกรรมการมูลนิธิพระราชปัญญาสุธี (ถาวร ติสฺสานุกโร)

พ.ศ.2534 เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน และผู้รักษาการเจ้าคณะเขตพระนคร

พ.ศ.2536 เป็นเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน กรุงเทพมหานคร

พ.ศ.2536 เป็นประธานกรรมการมูลนิธิ “ทุนพระพุทธยอดฟ้า” ในพระบรมราชูปถัมภ์

พ.ศ.2537 เป็นเจ้าคณะเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

พ.ศ.2541 เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

และในปี พ.ศ.2543 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ หรือรองสมเด็จพระราชาคณะที่ พระธรรมปัญญาบดี


*************************

เรื่องโดย : ทีมข่าวมงคลพระ
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ





วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

สมเด็จเจ้าพะโคะ


สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์ หรือ หลวงปู่ทวด หรือ สมเด็จเจ้าพะโคะ ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยเชื่อถือกันว่า วัตถุมงคลของท่านล้วนมีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ ป้องกันสารพัดภัยได้ทั่วสารทิศ ผู้ที่บูชาอยู่เป็นนิจ "เงินทองจะไม่ขัดติด เดินทางทั่วทิศจะไม่ตายโหง"

ตามตำนานกล่าวว่า หลวงปู่ทวด เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2125 ณ บ้านสวนจันทร์ (บ้านเลียบ) ต.ดีหลวง (ปัจจุบันเป็นตำบลชุมพล) อ.สทิงพระ (จะทิ้งพระ) จ.สงขลา เป็นบุตรของนายหู และ นางจันทร์ ซึ่งเป็นทาสในเรือนเบี้ยของเศรษฐีปาน เกิดในรัชกาลของ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช แรกเกิดมีชื่อว่า "ปู" ขณะท่านเกิดมีเหตุอัศจรรย์คือเกิดฟ้าร้องฟ้าผ่าแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น เสมือนหนึ่งว่ามีผู้มีบุญญาธิการมาเกิด เมื่อตัดรกจากสายสะดือแล้ว นายหูผู้เป็นบิดาก็นำรกของท่านไปฝังไว้ที่โคนต้นเลียบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "สำนักสงฆ์ต้นเลียบ" ในปัจจุบัน

เมื่อท่านเกิดมาแล้วก็มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นเรื่อยมา เป็นต้นว่า ขณะที่ท่านอยู่ในวัยแบเบาะในช่วงฤดูเกี่ยวข้าวบิดามารดาของท่านต้องออกไปเกี่ยวข้าวที่กลางทุ่งนาซึ่งเป็นนาของเศรษฐีปาน ซึ่งท้องนาแห่งนั้นห่างจากบ้านประมาณ 2 กิโลเมตร ที่นาแห่งนั้นมีดงตาลและมะเม่าเป็นจำนวนมากครั้งนั้นจึงเรียกว่าทุ่งเม่า ปัจจุบันตั้งเป็น "สำนักสงฆ์นาเปล" ในสมัยนั้นจึงมีสัตว์ป่าชุกชุมพอสมควร บิดามารดาของท่านจึงผูกเปลของท่านซึ่งเป็นเปลผ้าไว้กับต้นมะเม่าสองต้นและก็ได้เกี่ยวข้าวอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น พอได้ระยะเวลาที่นางจันทร์ต้องให้นมลูก นางจันทร์จึงเดินมาที่ที่ปลูกเปลของลูกน้อย และก็เห็นงูจงอางตัวใหญ่หรืองูบองหลาที่ชาวภาคใต้เรียกกันพันที่รอบเปล นางจันทร์เห็นแล้วตกใจเป็นอันมากจึงเรียกนายหูซึ่งอยู่ไม่ไกลนักมาดูและช่วยไล่งูจงอางนั้น แต่งูจงอางนั้นก็ไม่ไปไหน นายหูและนางจันทร์จึงตั้งสัตยาธิฐานว่าขออย่าให้งูนั้นทำร้ายลูกน้อยเลย ไม่นานนักงูจงอางนั้นก็คลายวงรัดออกและเลื้อยหายไปในป่านายหูและนางจันทร์จึงเข้าไปดูลูกน้อยเห็นว่ายังหลับอยู่และไม่เป็นอันตรายใด ๆ และปรากฏว่ามีเมือกแก้วขนาดใหญ่ที่งูจงอางคลายไว้อยู่บนอกเด็กชายปูนั้น เมือกแก้วนั้นมีแสงแวววาวและต่อมาได้แข็งตัวเป็นลูกแก้ว ปัจจุบันได้ประดิษฐานที่ วัดพะโคะ

เมื่อเศรษฐีปานทราบเรื่องเข้าก็บีบบังคับขอลูกแก้วเอาจากนายหูและนางจันทร์ บิดามารดาของท่านจึงจำต้องยอมให้ลูกแก้วนั้นแก่เศรษฐีปานซึ่งเป็นนายเงิน แต่ลูกแก้วนั้นเป็นของศักดิ์สิทธิประจำตัวท่าน เมื่อเศรษฐีปานเอาลูกแก้วไปแล้วก็เกิดเภทภัยในครอบครัวเกิดการเจ็บป่วยกันบ่อย และมีฐานะยากจนลง เศรษฐีปานจึงได้เอาลูกแก้วมาคืนและขอขมาเด็กชายปู และยกหนี้สินให้แก่นายหูและนางจันทร์ ทั้งสองจึงพ้นจากการเป็นทาสและต่อมาก็มีฐานะดีขึ้น ๆ ส่วนเศรษฐีปานก็มีฐานะดีขึ้นดังเดิม

เมื่อท่านมีอายุได้ประมาณ 7 ขวบ พ.ศ. 2132 บิดามารดาของท่านจึงนำท่านไปฝากไว้เป็นศิษย์วัด เพื่อเล่าเรียนหนังสือที่ "วัดกุฎีหลวง" หรือ "วัดดีหลวง" ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน ขณะนั้นมีท่าน "สมภารจวง" ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ เด็กชายปูเป็นเด็กที่หัวดีเรียนเก่งสามารถเล่าเรียนภาษาขอมและภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว สมภารจวงได้บวชให้ท่านเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 15 ปี ตอนที่ท่านบวชเป็นสามเณรนี้เองบิดาของท่านจึงถวายลูกแก้วคืนให้แก่ท่านเป็นลูกแก้วประจำตัวท่านต่อไป

ด้วยความที่เป็นคนใฝ่เรียนใฝ่รู้ตลอดเวลาของท่าน ต่อมาท่านสมภารจวงได้นำไปฝากให้เล่าเรียนหนังสือที่สูงขึ้นสมัยนั้นเรียกว่า มูลบทบรรพกิจ ซึ่งปัจจุบันก็คือเรียนนักธรรมนั่นเอง โดยนำไปฝากเรียนไว้กับ สมเด็จพระชินเสน ซึ่งเป็นพระเถระชั้นสูงที่มาจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดสีคูยัง หรือ วัดสีหยัง ในปัจจุบัน ห่างจากวัดดีหลวงไปทางเหนือประมาณ 4 กิโลเมตร ท่านเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและจบหลักสูตรที่วัดสีคูยังนั้น หลังจากนั้นท่านได้เดินทางเข้ามาศึกษาต่อที่เมืองนครศรีธรรมราชเพื่อเรียนหนังสือให้สูงขึ้น โดยมาพำนักอยู่ที่ วัดเสมาเมือง ซึ่งเป็นสำนักเรียนและมี สมเด็จพระมหาปิยะทัสสี เป็นเจ้าอาวาส และบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์เมื่ออายุครบกาลอุปสมบท ท่านได้ศึกษาวิชาจากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ จนมีความรู้และเป็นผู้ทรงอภิญญา

ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จาก สมเด็จพระเอกาทศรศ ในครั้งสุดท้ายในราชทินนามที่ สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์ เมื่อท่านมีอายุได้ 80 ปี ท่านได้กลับมาจำพรรษาที่ วัดพะโคะ วัดบ้านเกิดของท่าน และต่อมาท่านได้สั่งเสียกับลูกศิษย์ว่า เมื่อท่านมรณภาพให้นำพระศพท่านไปไว้ที่ วัดช้างไห้ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

หลวงปู่ทวด ท่านละสังขารด้วยโรคชราในปลายรัชกาลของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2225 ที่เมืองไทรบุรี สิริอายุได้ 100 ปี นับพรรษาได้ 80 พรรษา


*************************

เรื่องโดย : ทีมข่าวมงคลพระ
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ