แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเครื่อง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเครื่อง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

สมเด็จพระสังฆราชลาว อาพาธหนัก!!


หลวงปู่พระมหาผ่อง สะมาเลิก อายุ 101 ปี พระอริยสงฆ์สองแผ่นดินและสองฝั่งโขง พระสงฆ์ไทยที่ไปเป็นประธานสงฆ์ลาว อาพาธ ขณะที่ชาวพุทธและชาวโพธิคยาฯ พร้อมใจกันขอพรจากพระพุทธองค์ ให้หายอาพาธโดยเร็ว

วันที่ 27 ก.ย. 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 และนายเกษม มูลจันทร์ รองเลขาธิการ ได้เป็นตัวแทนของสถานบันโพธิคยา เดินทางไปเยี่ยมพระอาจารย์ใหญ่ ดร.พระมหาผ่อง สะมาเลิก อายุ 101 ปี เจ้าอาวาสวัดองค์ตื้อมหาวิหาร ประธานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว (สมเด็จพระสังฆราชลาว) ที่วัดองค์ตื้อมหาวิหาร ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หลังได้รับแจ้งว่า หลวงปู่ผ่อง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสถาบันโพธิคยาฯ มีอาการอาพาธค่อนข้างรุนแรง

เมื่อไปถึงพบหลวงปู่ นอนซมอยู่บนที่นอนซึ่งปูราบอยู่กับพื้นภายในกุฏิ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและทีมแพทย์ของลาว เฝ้าดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด ขณะที่สมาชิกของสถาบันโพธิคยาฯ รวมถึงชาวพุทธที่ทราบข่าว ต่างพากันสวดมนต์ขอพรจากพระพุทธองค์ให้หลวงปู่ผ่องหายจากอาการอาพาธโดยเร็ว

หลังจากเข้าเยี่ยมอาการ นายสุภชัย ได้พยายามพูดคุยเพื่อนิมนต์หลวงปู่ผ่อง ให้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเนื่องจากหลวงปู่ผ่อง เป็นพระที่มีจิตใจเข้มแข็ง สมถะ ไม่ประสงค์จะรบกวนใคร อย่างไรก็ตาม หลังจากที่นายสุภชัย และทีมแพทย์ของลาวพร้อมเครือญาติได้ร้องขอ หลวงปู่ผ่องจึงยอมเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลมโหสถ ในกรุงเวียงจันทน์

ขณะที่ นายสุภชัย กล่าวว่า หลวงปู่เป็นพระนักปฏิบัติที่สามารถกล่าวได้ว่า หลวงปู่เป็นพระอริยสงฆ์สองแผ่นดิน โดยล่าสุด ที่ตอบรับนิมนต์ไปเป็นประธานเปิดการประชุมเสวนาพุทธพลิกสุวรรณภูมิ ที่ จ.เสียมเรียบ กัมพูชา หลวงปู่ผ่องก็เริ่มมีอาการอาพาธแล้ว แม้ทีมแพทย์จะร้องขอแต่หลวงปู่ผ่องตอบเพียงแค่ว่า "ต้องไป" โดยช่วงระหว่างที่อยู่ที่เสียมเรียบ หลวงปู่ผ่อง ต้องเข้ารับการรักษาตัวอย่างกะทันหันกลางดึกมาแล้วครั้งหนึ่ง ล่าสุด หลวงปู่ผ่องได้อยู่ในการดูแลของทีมแพทย์เรียบร้อยแล้ว และอาการเริ่มทรงตัวดีขึ้น

*************************

เรื่องโดย : ไทยรัฐออนไลน์
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวมงคลพระ


วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

หลวงพ่อชื่น วัดในปราบ มรณภาพ ปิดตำนาน ผาลพลิกแผ่นดินพลิกชีวิต

พระครูมงคลสมณกิจ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พ่อท่านชื่น อินทปัญโญ หรือ หลวงพ่อชื่น วัดในปราบ พระอริยสงฆ์แห่งวัดในปราบ ต.บ้านเสด็จ อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี กลายเป็นอีกหนึ่งตำนานเจ้าตำรับ "ผาลพลิกแผ่นดิน พลิกชีวิต" ท่านมรณภาพอย่างสงบเมื่อวันพุธที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๘ เวลา ๑๔.๓๕ น. สิริอายุรวม ๙๒ ปี

"นายชื่น แก้วศรีมล" เป็นชื่อและสกุลเดิมของพ่อท่านชื่น อินทปัญโญ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๗ บิดาของท่านเป็นที่รู้จักกันในนาม อาจารย์ล่อง ผู้รักษาคนไข้ทางด้านอาคม หรือไสยศาสตร์ในสมัยนั้น เมื่ออายุครบ ๗ ขวบ ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดศิลา จ.นครศรีธรรมราช เรียนจบชั้น ป.๔ หลังจากเรียนจบ บิดาของท่านได้นำท่านไปฝากเป็นศิษย์หลวงพ่อคล้าย วาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งหลวงพ่อคล้ายมีฐานะเป็นตาของนายชื่น

ครั้งหนึ่งพ่อท่านคล้ายได้สรงน้ำในขณะที่นายชื่นซักสบงให้พ่อท่านคล้ายอยู่ พ่อท่านคล้ายได้ตักน้ำขันที่สามนำมารดศีรษะและนำมือรับน้ำใต้คาง แล้วส่งให้นายชื่นดื่ม เมื่อดื่มน้ำนั้นแล้วพ่อท่านคล้ายได้เริ่มถ่ายทอดวิชาต่างๆ และท่านได้เล่าเรียนวิชาอาคมจากพ่อท่านคล้าย เช่น วิชาทำนายดวงชะตา ขับไล่ภูตผีปีศาจ การขับไล่คุณไสยต่างๆ อีกมากมายจากพ่อท่านคล้าย และเล่าเรียนวิชาอาคมที่ตกทอดจากตระกูลของบิดาท่าน ซึ่งได้ถ่ายทอดให้จนครบอายุครบ ๑๘ ปี บิดาเสียชีวิตจึงกลับมาบ้านทำงานเลี้ยงดูผู้เป็นมารดา

ขณะอายุ ๕๕ ปี พ่อท่านชื่นได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดไม้เรียง ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๒๒ โดยมีพระครูญาณวรากร เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “อินฺทปญฺโญ” พอถึงปี ๒๕๓๒ ท่านได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่ที่พักสงฆ์ที่ชาวบ้านจัดไว้ให้ในหมู่บ้านในปราบ และเริ่มสร้างวัดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ชื่อว่า วัดในปราบ โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า วัดเจริญประชาธรรม

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ หลวงพ่อมีอาการอาพาธมานานแล้วได้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเคียนซามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดหลวงพ่อมีอาการไอ เหนื่อยหอบ และมีเสมหะมาก แพทย์ระบุปอดติดเชื้อ ต้องนำส่งเข้ารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก่อนที่จะมรณภาพอย่างสงบ โดยได้ประกอบพีธีสรงน้ำศพวันที่ ๒๕ มิถุนายนที่ผ่านมา

ส่วนกำหนดการสวดพระอภิธรรมกี่คืนคณะกรรมการวัดกำลังหารือ หลังจากครบกำหนดแล้วจะเก็บสรีระของท่านไว้ในพระมหาเจดีย์ ซึ่งหลวงพ่อชื่นท่านได้สร้างไว้ล่วงหน้าเสร็จมาหลายปีแล้ว

ตำนานแห่งเจ้าตำรับ "ผาลพลิกแผ่นดิน พลิกชีวิต"

วัตถุมงคลที่ขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของท่าน คือ ผาลไถนา โดยท่านได้ใช้ผาลไถนาส่วนที่เป็นเหล็กอายุกว่า ๑๐๐ ปีนำมาตัดเป็นชิ้นๆ ขนาดและรูปร่างต่างๆ กันไปแล้วแต่หลวงพ่อจะจารมือลงไปว่าเป็นยันต์อะไร บางครั้งก็ยันต์นะ บางครั้งก็ยันต์นะพุทธคุณของผาลไถ เมตตามหานิยม โชคลาภ ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี มีประสบการณ์กล่าวขานมาแล้วมากมาย

ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒ ว่าด้วยเรื่อง "ภิกษุอาพาธด้วยโรคต่างๆ" โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธถูกยาแฝด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ดื่มน้ำที่เขาละลายจากดินรอยไถซึ่งติดผาล"

ตรงคำว่า "ดินติดผาลไถ" นี้ก็ได้แก่ ดินที่ติดอยู่ที่ผาลไถที่ชาวนาเขาใช้ไถนานั่นแหละ ถ้าได้ดินติดผาลไถที่เป็นแบบโบราณคือ ไถที่เป็นไม้หรือเหล็ก และใช้เทียมกับควายหรือวัว แล้วก็มีคนจับเดินตามแบบนี้ก็ดี และก่อนจะดื่มน้ำดินผาลไถ ก็อธิษฐานด้วยว่า "ขออำนาจพุทธ-ธรรม-สงฆ์ จงบันดาลบุญข้าให้มาอยู่ที่น้ำดินผาลไถนี้ จงมีฤทธิ์อำนาจล้างอาคมยาแฝดในกายข้าให้มลายไป" เรื่องดื่มน้ำนี้ก็ดื่มไปเรื่อยๆ ทั้งดื่มทั้งอธิษฐานไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการจะดีขึ้น

ส่วนที่มาของผาลไถนั้นท่านเคยคิดจะสร้างพระเครื่องแต่ด้วยทุนทรัพย์ที่มีไม่มาก ชาวบ้านจึงช่วยกันหาโลหะเก่าๆ มามอบให้ท่าน ส่วนใหญ่เป็นเหล็กและทองเหลือง แต่เมื่อท่านแลเห็นผาลที่ถูกกองเศษเหล็กทับอยู่ท่านจึงดำริว่า "รู้แล้วของดีไม่ต้องไปหาไกล อยู่นี่นี่เอง" ว่าแล้วท่านจึงหยิบผาลไถออกมาแล้วให้ชาวบ้านช่วยกันหามาอีก ก็ได้มาจำนวนหนึ่ง ท่านนำมาปลุกเสกแล้วก็จาร แจกให้ผู้ที่มาทำบุญ แต่แล้วผาลก็หมดลง ท่านจึงนำผาลที่เหลือนำมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ได้โขเลยคราวนี้ แต่ก็หมดลงอีกเพราะผู้ที่ทราบข่าวเรื่องผาลในการนำไปใช้ใช้ดีมากๆ

คติการใช้ผาลเป็นวัตถุอาถรรพณ์นั้น ส่วนใหญ่เป็นคนในภาคใต้ โดยจะใช้ผาลในการประกอบพิธีต่างๆ เมื่อหมดอายุใช้งาน หรือมีผาลเก่าๆ ก็จะเอาขึ้นหิ้งบูชา บางรายถึงกับใส่ไว้ในโอ่งน้ำเพื่อป้องกันอาถรรพณ์ ขณะเดียวกันการทำพิธีถอนอาถรรพณ์พื้นดิน เมื่อเสร็จพิธีสวดถอนก็จะเอาผาลพลิกธรณีทั้ง ๘ ทิศ นอกจากนี้แล้วในการถอนหรือย้ายตำหนิบนร่างกาย (ไฝ-ปาน) จะใช้ผาลในการประกอบพิธีถึงจะได้ผลดีที่สุด

เหรียญรุ่นแรกและรุ่นสุดท้าย

หลวงพ่อชื่น ถือเป็นตำนานแห่งผู้สร้างเครื่องรางผาลไถอันโด่งดัง เมตตาให้คติว่า วัตถุจากธรรมชาติและเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ที่เราใช้ในชีวิตปกติประจำวันหลายชนิดมีอาถรรพณ์อยู่ในตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องปลุกเสกสามารถนำไปใช้ได้เลย อย่างกรณีผาลไถนา ซึ่งใช้ประโยชน์สำหรับไถพลิกพื้นดิน และเป็นของใช้ชนิดเดียวในโลกที่สามารถพลิกแผ่นดินได้ เมื่อไถลงไปในดินแล้วก็สามารถผ่านตลอดโดยไม่มีอะไรติดขัด คนจึงเกิดความเชื่อ ผาลเป็นวัตถุอาถรรพณ์ที่สามารถพลิกสิ่งร้ายๆ ให้กลายเป็นดี ทำอะไรก็ผ่านตลอดเช่นเดียวกับผาลไถ

ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือพ่อท่านชื่นอย่างมาก เพราะพ่อท่านชื่นได้ใช้วิชาอาคมที่ร่ำเรียนมาช่วยสงเคราะห์ชาวบ้านรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยดีตลอดมา

ทั้งนี้เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๘ พ่อท่านชื่นได้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาเป็นรุ่นแรกของท่าน ชาวบ้านได้บูชาเหรียญรูปเหมือนท่านไปห้อยคอ ต่างมีประสบการณ์มากมาย จนเป็นที่ร่ำลือกล่าวขานในด้านของความอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย เมตตามหานิยม เป็นเลิศ ชื่อเสียงกิตติคุณของท่านเป็นที่รู้จักกันทั่วภาคใต้ แม้แต่ชาวมาเลเซียยังเดินทางมาบูชาวัตถุมงคลและขอพรจากท่านอย่างไม่ขาดสาย

อย่างไรก็ตามในการก่อสร้างศาลาการเปรียญและเมรุ ใช้เงินประมาณ ๓ ล้านบาท คณะกรรมการจึงจัดสร้างหลวงพ่อชื่น รุ่น หลังผาลไถ โดยมีชนวนจากผาลไถนาโบราณ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายลำพังหัวผาลโบราณก็ถือว่าหายากแล้ว กรรมวิธีลอมละลายผาลก็ยากไม่น้อยกว่ากัน เพราะหัวผาลส่วนใหญ่เป็นเหล็กคุณภาพสูงแข็งกว่าเหล็กทั่วไป

หลวงพ่อชื่น รุ่น หลังผาลไถ มีการจัดสร้างชุดกรรมการใหญ่ และชุดกรรมการเล็กสร้าง ๙ ชุด ประกอบด้วย พระ ๙ องค์ ได้แก่ พระบูชาหลวงพ่อชื่นหล่อเป็นรูปผาลไถเนื้อนวะหน้าตัก ๙ นิ้ว และ ๕ นิ้ว เนื้อทองคำ (ชุดใหญ่หนักกว่า ๒ บาท ชุดเล็ก ๖ สลึง) เนื้อเงิน เนี้อนวะ เนื้อทองแดง เนื้อฝาบาตร เนื้อเงินยวง และเนื้อผาลไถ


*************************

เรื่องโดย : คมชัดลึกออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ



หลวงพี่น้ำฝน ทุ่มงบ 5 แสน เพื่อ รพ.นครปฐม


ที่ วิหารหลวงพ่อพูล ภายใน วัดไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครปฐม พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ได้จัดให้มีพิธีมอบเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำ(AUTOCLAVE) ขนาดความจุไม่น้อยกว่า 84 ลิตร MODSEL 3140 M ยี่ห้อ TUTTNAUEL ให้กับโรงพยาบาลนครปฐม หลังจากได้รับการขอสนับสนุนเครื่องดังกล่าวฯ จากทางโรงพยาบาลนครปฐม ที่ขาดแคลนงบในการขยายการให้บริการประชาชนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีนายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ผอ.โรงพยาบาลนครปฐม,นพ.ธีรชัย ประติพัฒน์พงษ์ รองผอ.โรงพยาบาลนครปฐม แพทย์และเจ้าหน้าที่พยาบาล โรงพยาบาลนครปฐม เข้ารับมอบ

พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลนครปฐม ได้ขอให้ทางวัดช่วยสนับสนุนเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำ(AUTOCLAVE) ขนาดความจุไม่น้อยกว่า 84 ลิตร MODSEL 3140 M แทนเครื่องเก่าที่ชำรุด อีกทั้งทางโรงพยาบาลก็ยังขาดงบประมาณในส่วนนี้ ทางอาตมาจึงได้นำเงินที่ญาติโยมบริจาคและทำบุญมาซื้อเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อให้กับโรงพยาบาลนครปฐม เพื่อเป็นประโยชน์สาธารณชนและประชาชนที่เจ็บป่วยและเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งเครื่องนึ่งดังกล่าวนี้ราคา 5 แสนบาท และต้องสั่งซื้อจากประเทศฮอลแลนด์ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์จากทวีปยุโรป,อเมริกา และบริษัทฯจะต้องมีหนังสือรับรองการเป็นตัวแทนจำหน่ายจากโรงงานผลิตเท่านั้น

ด้าน นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ผอ.โรงพยาบาลนครปฐม กล่าวว่า ขณะนี้ทางโรงพยาบาลนครปฐม ได้ทำการขยายการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้งบประมาณเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดศูนย์โรคหัวใจเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในจังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียงที่มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูง ให้สามารถรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต่อไปก็จะมีการขยายโครงการต่างๆ อีกหลายโครงการเพื่อรองรับและให้บริการประชาชนที่เข้ามาใช้บริการอย่างครบครัน ซึ่งเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำ(AUTOCLAVE) ขนาดความจุไม่น้อยกว่า 84 ลิตร MODSEL 3140 M ที่ได้รับในวันนี้ เป็นเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำ( Steam) ชนิดตั้งโต๊ะ ภายในเป็นรูปทรงกระบอก ใช้ไฟ230 โวลต์ 50 เฮิรตซ์ เครื่องสามารถปรับอุณหภูมิภายในห้องนึ่ง ตั้งแต่100 -134 องศา เซลเซียส ใช้ในการฆ่าเชื้อเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ในห้องไอซียู และห้องผ่าตัด มีตัวตั้งเวลา(Timer)ในการฆ่าเชื้อโรค และเวลาในการอบแห้งอันเดียวกัน สามารถตั้งเวลาได้ 0-60 นาที ซึ่งเครื่องนึ่งนี้ มีประโยชน์มากสำหรับทางโรงพยาบาล เพราะการฆ่าเชื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ในการแพทย์ เป็นสิ่งสำคัญมากอันดับ 1 ยิ่งในห้องผ่าตัดที่ต้องการความรวดเร็วกรณีคนไข้ฉุกเฉิน เครื่องนึ่งดังกล่าวนี้ก็จะสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยให้การบริการของโรงพยาบาลเป็นไปอย่างรวดเร็วและส่งผลถึงความปลอดภัยของคนไข้ด้วย


*************************

เรื่องโดย : คมชัดลึกออนไลน์
เรียบเรียงโดย : เต้ มงคลพระ



วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พระผู้สร้าง แสวงทาง เพื่อดับทุกข์

"ทุกข์" คำๆนี้ เกิดขึ้น และเติบใหญ่ไปพร้อมกับ "ชีวิต"

องค์พระศาสดา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเคยตรัสไว้ว่า

"ที่ใดมีเกิด ที่แห่งนั้นย่อมมีทุกข์" หากแต่มนุษย์ มักจะหลงลืมกันไปว่า

"ทุกข์เกิดที่ใจ และไม่มีที่ใด จะดับทุกข์ได้ นอกจากใจตน"



"วัด" คำๆนี้ อยู่เคียงคู่กับสังคมไทย มาอย่างช้านาน

นับแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน "วัด" คือ "ศูนย์กลางแห่งสังคม"


"เป็นที่หลบภัยให้ผ่านพ้น เป็นที่รวมพล และรวมใจ

เป็นโรงหมอ เป็นโรงเรียน เป็นแสงเทียน ส่องไสว

เป็นโรงทาน ผู้ยากไร้ ได้ฝากไข้ ได้พึ่งพา"





"พระ" คำๆนี้ ถ้าตีความหมายโดยง่ายก็คือ "บุคลากรสำคัญ แห่ง วัด"

ทุกกิจการและกิจกรรม ทั้งภายในและนอกวัด "พระ" มักจะมีบทบาทสำคัญร่วมอยู่เสมอ

"เป็นดั่งครูเมื่อโยมเขลา เป็นหลักเสาให้โยมพึ่ง

เป็นผู้นำ แสวงทางเพื่อถึง ชี้ทางซึ่ง พ้นทุกขเวทนา"




ทั้งนี้จึงกล่าวได้ว่า ความทุกข์ , วัด และ พระ มีความเชื่องโยง และ เกี่ยวพันกันอย่างชัดเจน

เมื่อคนในสังคมมี "ทุกข์" สถานที่แรก ที่มักจะนึกถึงก็คือ "วัด"

และผู้ที่จะคอยชี้ทาง เพื่อนำพาผู้คนให้หลุดพ้นจากความทุกข์นั้นก็คือ "พระ"



"ครอบครัว" คือหน่วยย่อยที่มีขนาดเล็ก แต่มีความสำคัญที่สุดใน “สังคม”

เพราะฉะนั้น ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในครอบครัว จึงถือเป็นการลดบั่นความสุขในสังคม

มหันตภัยร้ายจาก "ยาเสพติด" คือปัญหาหนึ่งที่สร้างความทุกข์ยิ่งให้กับ "ครอบครัว"

ดังคำที่ว่า "มีลูกที่ติดยา ดั่งสุมอุรา ด้วยเพลิงไฟ"

 

ท่านพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) 

เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ตระหนักถึงปัญหาข้อนี้เป็นอย่างดี 

ท่านจึงให้ความเมตตากรุณาก่อตั้ง "ศูนย์ส่งเสริมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมวัดไผ่ล้อม" ขึ้น

เพื่อส่งเสริมเยาวชนให้หลีกพ้นจากยาเสพติด และสอนสั่งให้แนวคิด เพื่อการดำเนินชีวิตที่ดีงาม

โดยภายในศูนย์ส่งเสริมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมวัดไผ่ล้อม มีกิจกรรมต่างๆมากมาย เช่น

- ส่งเสริมให้เยาวชน และผู้คนที่สนใจ ได้เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม นาฏศิลป์ไทยในแขนงต่าง


- เปิดสอนดนตรีสากล โดยอาจารย์ และนักดนตรีที่เปี่ยมล้นไปด้วยประสบการณ์


- ศูนย์ปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ เพื่อเปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้ 
และใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ ได้อย่างเหมาะสมและถูกวิธี

 

“เมื่อเยาวชนสำนึกดี ครอบครัวล้วนมีแต่ความสุข

สังคมส่วนรวมจะสิ้นทุกข์ สร้างเติมเสริมสุขดับทุกข์พลัน”


นอกจากโครงการ และกิจกรรมต่างๆ ที่ท่านพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) ได้เมตตาก่อตั้งขึ้น

เพื่อส่งเสริมเยาวชนในเชิงบวกแล้วนั้น ยุทธวิธีการ "นำธรรมเข้าสู่ใจ เพื่อพ้นภัยทุกขเวทนา" 

ของหลวงพี่น้ำฝนยังมีอีกหลายประการ เช่น

- ธรรมะเชิงรุก

เป็นกระจายธรรมะแนวใหม่ผ่านรายการ "คิดไม่ออกบอกหลวงพี่น้ำฝน"

ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ทุกคืนวันอังคาร เวลา 02.50-03.15 น.
 



และรายการ "คิดดีทำดี" ออกอากาศทางช่อง TGN สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ

ไทยทีวีโกลเบอลเน็ตเวิรด์ ทุกวันเสาร์ ในเวลา 20.35-21.30 น. (177ประเทศทั่วโลก)

เป็นการ "ส่งธรรมะสู่หน้าจอ" ซึ่งถือได้ว่าเป็นมิติใหม่แห่งการเผยแพร่ธรรมะ

คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

และนอกจากนี้ หลวงพี่น้ำฝนก็ยังได้เมตตา จัดตั้งให้มีการ "กระจายหลักธรรมผ่านคลื่นวิทยุ"


โดยสอดแทรกธรรมะ สาระคำสอน ไว้ในความบันเทิง ผ่านสถานีวิทยุแห่งความสร้างสรรค์

ไผ่ล้อมเรดิโอ Fm 91.75 MHz (นครปฐม) และ MyRadio Fm 93.25 MHz (นครปฐม)

คลื่นวิทยุแห่งความสร้างสรรค์ ภายใต้การดูแลของ มูลนิธิหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

"เพื่อให้ผู้ชมและรับฟัง ได้มีหลักธรรมประจำใจ

ดำเนินชีวิตให้สดใส ด้วยธรรมมะในพระศาสดา"


- ธรรมะสัญจร


ท่านพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) และ คณะทีมงาน

จะเดินทางไปยังสถานที่ชุมนุมชนตามจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน 

โรงพยาบาล วัด หรือหน่วยงานราชการ เพื่อบรรยายธรรม และให้ข้อคิดที่ดีในการดำเนินชีวิต 

โดยมักจะสอดแทรกกิจกรรมบันเทิงต่างๆไว้ด้วยเสมอ เพื่อให้หลักธรรมคำสอน

ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สามารถเข้าถึงสู่ใจของ "กลุ่มวัยรุ่นไทย" ได้อย่างง่ายดาย


 

จากโครงการต่างๆ ของหลวงพี่น้ำฝนที่มีจุดประสงค์ เสริมสร้างเยาวชนให้ปฏิบัติตนเป็นคนดีนั้น

พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากเยาวชนทุกคน หลุดพ้นจากทุกข์ภัยต่างๆที่เกิดขึ้นจากยาเสพติดแล้ว

"ครอบครัว" จะสิ้น "ทุกข์" สังคมจะมี "สุข" พ้น "ทุกขเวทนา"

และก็คงไม่เกินจริง ที่จะกล่าวได้ว่า พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) 

เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม พระรุ่นใหม่ที่มีใจเมตตารูปนี้ 

ท่านคือ "พระผู้สร้าง แสวงทาง เพื่อดับทุกข์" อย่างแท้จริง